ภูมิปัญญาด้านการแพทย์ของไทยในอดีตนั้น สมุนไพรนับว่าเป็นตัวยาสำคัญที่ช่วยเหลือชีวิตใครหลายต่อหลายคนมามาก ยาเหมือนจะเป็นสิ่งที่สำคัญในการแพทย์ไทย ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีหัตถการอื่น ๆ ควบคู่กันไปอย่างการนวดต่าง ๆ ซึ่งต่างไปจากตะวันตกที่การแพทย์นั้นมีหัตถการอย่างการผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะภายในร่างกายโดยตรงเข้ามา
การผ่าตัดฟังดูเป็นอะไรที่น่ากลัวสำหรับคนในอดีต กับการผ่าตัดเล็ก ๆ อย่างการผ่าฝีก็ยังดูน่ากลัว แล้วยิ่งการผ่าตัดใหญ่อย่างการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ แต่ทั้งนี้การผ่าตัดซึ่งเป็นศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่นั้นก็ได้มีการใช้ขึ้นมาในไทยและกลายเป็นที่ยอมรับโดยคุณหมอท่านหนึ่งที่เยียวยาผู้คนทั้งทางกายและทางใจ คุณหมอคนนั้นเป็นชาวตะวันตกที่เป็นที่รู้จักมากเป็นอันดับต้น ๆ ของไทยนาม “หมอบรัดเลย์”
.

แดน บีช แบรดลีย์
แดน บีช แบรดลีย์ หรือหมอบรัดเลย์ที่คนไทยเรียกกัน มีพื้นเพเป็นชาวนิวยอร์ก ซึ่งชีวิตในวัยเยาว์ของหมอบรัดเลย์นั้นกล่าวกันว่าเป็นเด็กที่เรียนเก่งและฉลาดเฉลียว อย่างไรก็ดีพอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เขาก็พบกับปัญหาสุขภาพอย่างหนัก พูดติดขัดไม่ชัด กระทั่งเกิดอาการหูหนวกในวัย 20 ปี ซึ่งในบันทึกส่วนตัวนั้นระบุว่าหมอบรัดเลย์สวดภาวนาอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งก็เกิดปาฏิหาริย์ให้หมอบรัดเลย์หายจากอาการหูหนวกนั้นใน 1 สัปดาห์
ปาฏิหาริย์ดังกล่าวได้ทำให้หมอบรัดเลย์หันมาอุทิศตนให้กับพระศาสนา แต่ทั้งนี้ไม่ได้มีทุนทรัพย์มากพอที่จะเข้าเรียนในสามเณราลัย จึงตัดสินใจที่จะไปเรียนรู้ในสายการแพทย์ โดยเรียนรู้จากการเป็นเด็กฝึกในคลินิก เก็บหอมรอมริบและเสริมประสบการณ์ทางการแพทย์นานกว่า 5 ปีจึงได้เข้าศึกษาด้านวิชาการแพทย์ระดับสูงที่วิทยาลัยแพทย์นิวยอร์กจนสำหรับการศึกษา 1 ปีหลังจากนั้น
หมอนับว่าเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่มีส่วนร่วมในด้านการศาสนาด้วยส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคณะผู้เผยแผ่ศาสนาที่ต้องเดินทางไกลไปยังต่างแดน หมอบรัดเลย์จึงได้สมัครเข้าร่วมกับคณะกรรมการพันธกิจคริสตจักรโพ้นทะเลของอเมริกาที่กำลังจะเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาในเอเชีย สถานที่ที่เขาจะได้กลายเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในพัฒนาการเข้าสู่สมัยใหม่ของสยามประเทศ

จากบอสตันสู่สยาม พันธกิจแห่งพระคริสต์ที่ไม่สัมฤทธิ์ผลของหมอบรัดเลย์
ในปี 1834 หมอบรัดเลย์พร้อมกับภรรยาคือเอมิลี่ได้เดินทางขึ้นเรือนามแคชเมียร์ข้ามผ่านทะเลและมหาสมุทรมายังเอเชีย โดยเทียบท่าที่สิงคโปร์เพื่อหลบมรสุมก่อนที่จะเดินทางมาถึงกรุงเทพในปี 1835
ในตอนแรกหมอบรัดเลย์พำนักอยู่ที่ย่านสำเพ็งก่อนที่ต่อมาจะย้ายมายังย่านกุฎีจีนโดยเช่าบ้านหลังหนึ่งใกล้วัดประยุรวงศาวาสที่เจ้าพระยาพระคลัง(ดิศ บุนนาค) เปิดให้ชาวต่างชาติได้เช่า ซึ่งบ้านหลังนี้ได้รับการปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นโอสถศาลา สถานพยาบาลแผนตะวันตกในปี 2378 (ค.ศ. 1835)
หมอบรัดเลย์ใช้วิธีการให้คนมารักษาพร้อมกับแจกจ่ายหนังสือเกี่ยวกับคริสต์ศาสนาเพื่อดึงดูดให้ผู้คนมาเข้ารีต อีกทั้งเอมิลี่ผู้เป็นภรรยาก็ได้ช่วยกันตั้งโรงเรียนเล็ก ๆ สอนอ่านเขียนให้เด็ก ๆ พร้อมกับเผยแผ่ศาสนาไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งต่อมาเอมิลี่ก็ได้รับเลือกให้เข้าไปช่วยสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักด้วย
ภารกิจที่พาให้หมอบรัดเลย์เดินทางมาสยามคือภารกิจทางศาสนา อย่างไรก็ดีการเผยแผ่ศาสนาของหมอบรัดเลย์ไม่เป็นผล ผู้คนที่เปลี่ยนศาสนามีน้อยมาก และผู้ที่เปลี่ยนมาได้ไม่นานก็มักจะเลิกนับถือพระคริสต์เจ้าไป ปัจจัยหนึ่งอาจเป็นเพราะทางการสยามและคนไทยที่ไม่สนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็เกี่ยวเนื่องจากงานของหมอบรัดเลย์ที่อุทิศให้กับการรักษาและการสอนหนังสือมากเกินไป
อีกทั้งกระแสความคิดของเขาเองก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เป็นเหตุให้เกิดความขุ่นเคืองกันกับคณะกรรมการพันธกิจคริสตจักรโพ้นทะเล และถูกยกเลิกการสนับสนุนเงินทุน ซึ่งหมอบรัดเลย์ก็ดิ้นรนจนสามารถหารายได้จากการทำงานพิมพ์ ก่อนที่ต่อมาจะกลับไปยังอเมริกาเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ หลังการเสียชีวิตของภรรยา ระดมหาทุนจนได้ทุนก้อนใหม่จากสมาคมมิชชันนารีอเมริกันเพื่อเดินทางกลับมาสานต่องานของเขาในสยามอีกหนหนึ่ง

หมอเทวดาผู้นำสิ่งใหม่ ๆ มาให้คนไทย
การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ในยุคเรืองปัญญาซึ่งตรงกันช่วงปลายอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ ทำให้วิทยาการทางการแพทย์ของทางตะวันตกนั้นก้าวหน้าขึ้นไปมาก หมอบรัดเลย์ที่ได้เรียนรู้วิชาแพทย์ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับการแพทย์สมัยใหม่ และได้นำมาใช้ในสยามด้วย
การแพทย์ของหมอบรัดเลย์เป็นอะไรที่ใหม่และเหลือเชื่อสำหรับคนไทยในช่วงเวลาดังกล่าว วิทยาการผ่าตัดที่เกิดขึ้นครั้งแรกในไทยนั้นเป็นการผ่าตัดเล็กคือการผ่าฝีให้กับชาวจีนคนหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้หมอบรัดเลย์ได้รับความไว้วางใจในการรักษาจริง ๆ นั้น เกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์ปืนใหญ่ระเบิดที่วัดประยุรวงศาวาสในปี 1836 หรือ 1 ปีหลังจากที่หมอบรัดเลย์ได้พำนักอยู่ที่สยาม
เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์การฉลองวัดประยุรวงศาวาส ซึ่งสร้างแล้วเสร็จในปี 2379 (ค.ศ. 1836) ซึ่งเป็นงานฉลองใหญ่ มีมหรสพมากมายและนักท่องเที่ยวเยอะมาก มีการทำไฟพะเนียง (ดอกไม้ไฟอย่างหนึ่ง) โดยเอาปืนใหญ่มาทำ ฝังโคนกระบอกปืนไว้กับดินแล้วจุดไฟพะเนียง ซึ่งเกิดอุบัติเหตุปืนใหญ่นั้นแตกออก มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน หมอบรัดเลย์ที่อยู่ไม่ไกลนักจึงถูกเรียกให้มาพยาบาลผู้บาดเจ็บซึ่งก็มีทั้งคนที่ยอมให้รักษาและคนที่ไม่ยอมให้รักษา
ในหมู่ผู้บาดเจ็บนั้น มีพระภิกษุรูปหนึ่งถูกแรงระเบิดจนกระดูกแขนแตก ปล่อยไว้จะเป็นอันตราย หมอบรัดเลย์จึงตัดสินใจทำการผ่าตัดใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยในวันที่ 13 มกราคม พุทธศักราช 2379 โดยเป็นการตัดแขนเพื่อรักษาชีวิต ซึ่งสามารถทำการผ่าตัดได้ลุล่วง ทำให้ชื่อเสียงของหมอบรัดเลย์เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะของหมอเทวดาที่ตัดแขนคนทิ้งแล้วคนนั้นไม่ตาย แถมยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้ด้วย
หมอบรัดเลย์ได้สร้างคุณูปการให้กับการแพทย์ในสยามเอาไว้มากมายหลายอย่าง นอกเหนือจากการผ่าตัดแล้ว ยังมีเรื่องของการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ มีการเขียนตำราเกี่ยวกับการคลอดบุตรพร้อมกับสนับสนุนให้เลิกธรรมเนียมการอยู่ไฟหลังคลอดบุตรของสตรีไทยด้วยซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตหลังการคลอดบุตร
ด้วยความที่เป็นหมอสอนศาสนา ทำให้การพิมพ์เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่หมอบรัดเลย์หยิบมาใช้สนับสนุนในงานของตนเอง โดยธุรกิจการพิมพ์ของหมอบรัดเลย์เริ่มต้นด้วยการพิมพ์ใบปลิวและหนังสือศาสนาโดยเป็นการพิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกในสยาม ทำให้ต่อมาทางราชสำนักก็ได้จ้างวานให้หมอบรัดเลย์รับงานพิมพ์ประกาศของทางราชการควบคู่กันไปด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการริเริ่มทำหนังสือพิมพ์เชิงจดหมายเหตุภายใต้ชื่อของบางกอกรีคอเดอร์ด้วยซึ่งมีทั้งเรื่องในไทยและต่างประเทศ

มรดกหมอบรัดเลย์
หมอบรัดเลย์นับว่าเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ได้นำเอาสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาและก่อให้เกิด “ครั้งแรกในไทย” หลายต่อหลายเรื่องราว อันเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสยามในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านจากยุคจารีต ไปสู่ยุคสมัยใหม่ได้ด้วย
ถึงแม้ว่าพันธกิจหลักของหมอบรัดเลย์ในการเดินทางมายังสยามจะเป็นในเรื่องของการเผยแผ่พระศาสนา แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่หมอบรัดเลย์ทิ้งเอาไว้ไม่ใช่เรื่องของศาสนา หากแต่เป็นความก้าวหน้า และความเผื่อแผ่ที่เปลี่ยนแปลงสยามไปในทิศทางที่ดี
หมอบรัดเลย์ยังคงทำงานในฐานะของหมอที่ทั้งสอนศาสนาและรักษาคนไข้เรื่อยมาตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิตในวัย 69 ปี ร่างของหมอบรัดเลย์ถูกฝังไว้ใต้ผืนดินไทยในสุสานโปรเตสแตนต์ย่านถนนตกมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของหมอบรัดเลย์ถูกบันทึกเอาไว้ผ่านตำราเรียน หนังสือ ตลอดจนสื่อร่วมสมัยอื่น ๆ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของหมอบรัดเลย์ในฐานะของผู้ที่เป็นมากกว่าแค่หมอรักษาโรคในมุมมองของสังคมไทย…
#สุดโปรด#หมอบรัดเลย์#ชีวประวัติ#ประวัติศาสตร์#บุคคล#วิทยาศาสตร์#การแพทย์#BBL#BangkokBank

