วังเก่าแก่และบ้านโบราณในไทยนั้นมีมากมายหลากหลายนัก แต่ละหลังล้วนถูกสร้างขึ้นต่างยุคต่างสมัย รูปแบบการสร้าง สถาปัตยกรรม รวมทั้งเรื่องราวที่มาก็แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันของเรือนแต่ละหลังเห็นจะเป็นความงามวิจิตรที่ไม่ว่าใครเห็น ก็เป็นจะต้องอดชื่นอดชมเสียไม่ได้
เช่นนั้นแล้ว วันนี้ #ที่โปรด จะขอเชิญทุกท่านเปิดกลอนประตูเข้าไปดู “บ้านพิบูลธรรม” อีกหนึ่งบ้านโบราณเก่าแก่ยุครัตนโกสินทร์ที่วิจิตรตามฉบับอาคารยุโรปอันเป็นที่นิยม ณ สมัยนั้น เห็นทีว่าความงามของเรือนเก่าแก่แห่งนี้ คงทำให้ทุกท่านอิ่มเอมเป็นแน่แท้
ประวัติความเป็นมา
บ้านพิบูลธรรม เดิมทีมีชื่อว่าบ้านนนทิ บ้างก็ว่านนที สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2440 เป็นวังเก่าแก่ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานแด่เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี หรือหม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล โดยหลังจากที่ท่านถึงแก่อสัญกรรม จอมพลแปลก พิบูลคราม ได้ซื้อบ้านหลังนี้ไว้สำหรับรับรองแขกเมืองในรัฐบาลสมัยของท่าน จนเมื่อ พ.ศ. 2501 บ้านพิบูลธรรมได้เปลี่ยนเป็นที่ตั้งของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานมาจนถึงปัจจุบันนี้
สถาปัตยกรรม
ว่ากันว่าผู้ออกแบบก่อสร้างบ้านพิบูลธรรมแห่งนี้คือ นายคาร์โล อัลเกรี สถาปนิกชาวยุโรปหนึ่งเดียวที่เห็นว่ามีความสามารถที่จะสร้างและออกแบบอาคารขนาดใหญ่อย่างบ้านโบราณแห่งนี้ โดยบ้านพิบูลธรรมถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป มีการทาสีตัวอาคารด้วยสีเหลืองเฉกเช่นเดียวกับอาคารยุโรปหลังอื่นที่ถูกก่อสร้างขึ้นในยุคสมัยนั้น ความวิจิตรงดงามของตัวอาคารบ้านพิบูลธรรมแน่นอนว่ายังคงประจักษ์มาจนถึงทุกวันนี้ กล่าวได้ว่าตัวอาคารไม่ว่าจะเป็น ตึกใหญ่ หอนั่ง หรือศาลาไม้ ล้วนแต่วิจิตรงดงามไปกระทั่งรายละเอียดเล็กๆ ส่งผลให้บ้านพิบูลธรรมนั้น งามสละสลวยตามสไตล์อาคารยุโรปไปเสียทุกตารางนิ้ว
ตึกใหญ่
ตึกใหญ่หรืออาคารกลางนั้น กล่าวได้ว่าประจักษ์ความงามกันตั้งแต่ประตูทางเข้าเลยทีเดียว ด้านหน้าของตัวอาคารมีบันไดหินอ่อน ด้านบนของบันไดมีปูนปั้นแกะสลักเป็นลวดลายสวยงาม และด้วยอิทธิพลจากการที่นายคาร์โล อัลเกรี ผู้ออกแบบอาคารแห่งนี้นับถือศาสนาคริสต์ ความเป็นคริสเตียนจึงได้ถูกสอดแทรกไว้ในบ้านพิบูลธรรมอยู่บ้าง เห็นได้จากขอบนอกสุดของซุ้มช่องลมของประตูหลักที่มีการฉลุเป็นลวดลายวงกลมที่มีเครื่องหมายคล้ายกากบาทอยู่ด้านใน ซึ่งกล่าวกันว่านี่คือ สัญลักษณ์ของไม้กางเขนในยุคแรกที่เรียกว่า “กางเขนสุริยะ” นั่นเอง
เดินหน้าเข้าสู่ห้องโถงกลางของอาคารตึกใหญ่ จุดที่พลาดไม่ได้เลยของห้องโถงแห่งนี้คือ บันไดหลักที่จะขึ้นสู่ชั้นสอง เสาไม้หัวบันไดมีการแกะสลักอย่างงดงามตามแบบฉบับของศิลปะอาร์ตนูโว ส่วนลูกตั้งของบันไดนั้น มีลวดลายแกะสลักไม้อันวิจิตรที่แต่ละขั้นมีลวดลายแตกต่างกันไป ไม่ซ้ำกันแม้แต่ขั้นเดียว ถือเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้บ้านพิบูลธรรมแห่งนี้งามตระการตาล้นเหลือ
ที่ชั้นสองของตึกใหญ่บ้านพิบูลธรรมนั้นน่าสนใจยิ่ง โดยห้องนอนใหญ่ของตึกนี้ถูกตกแต่งอย่างวิจิตร อีกทั้งยังมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนเปียก ซึ่งเป็นรูปลายช่อดอกไม้เป็นกำ มีกลุ่มก้านที่มัดด้วยริบบิ้น จากนั้นจึงคลี่ออก รวมไปถึงมีลายริบบิ้นที่บิดโค้งจนคล้ายคลึงกับสัญลักษณ์ “อินฟินิตี้” เปรียบเหมือนการอวยพรให้เจ้าของบ้านมีชีวิตยืนยาวไม่รู้จบนั่นเอง
เรือนหลังที่ 2 หรือหอนั่ง
เรือนหลังที่ 2 แห่งนี้ว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นในแผ่นดินของรัชกาลที่ 6 ราวๆ พ.ศ. 2460 โดยนายแอร์โกเล มันเฟรดี กล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการก่อสร้างทั้งหมดอีกด้วย
หอนั่งถือเป็นเรือนที่สร้างขึ้นแยกขาดกับตึกใหญ่ ด้วยสถาปัตยกรรมเวเนเชียนโกธิกซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวังคาดูโร เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ถือได้ว่าเรือนหลังที่สองหรือหอนั่ง เป็นเรือนที่มีความโอ่อ่าอลังการมากโข เพราะนอกจากฝ้าเพดานที่บ้างก็ประดับประดาปูนปั้นลายดอกไม้ที่ทำเป็นแบบนูนสูงมีมิติงดงามตระการตา บ้างก็กรุด้วยไม้แกะสลักเป็นลวดลายพรรณพฤกษางดงามวิจิตร
ที่เรือนหลังนี้ยังประดับประดาไปด้วยภาพจิตรกรรมจากนายคาร์โล ริโกลี ในแทบทุกส่วนของตัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรมฝาผนังรูปเทวดาน้อย 3 ตน ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะบาโรกของยุโรป ณ ห้องรับแขกใหญ่ หรือจะเป็นภาพวาดรามเกียรติ์ในกรอบไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายอดโค้งอันงดงามวิจิตรที่ตั้งอยู่ในห้องเดียวกัน
อีกทั้งภาพนางเมขลากำลังเหาะล่อแก้ว ณ ห้องโถงเล็กก็มีสีสันงดงามตระการตาไม่แพ้กัน และอีกหนึ่งภาพเขียนอันโอ่อ่าอลังการ นายคาร์โล ริโกลี ได้จรดปลายพู่กันบอกเล่าเรื่องราวเทพปกรณัมตะวันออกไว้ ณ เพดานของห้องบอลรูม หรือห้องโถงใหญ่แห่งนี้
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดีถึงแก่อสัญกรรม ท่านผู้หญิงนงเยาว์ พร้อมบุตรธิดา ได้หารือและจัดสรรหลุมหลบภัยทางอากาศบริเวณที่พื้นสนามยาวของบ้านพิบูลธรรมแห่งนี้ ส่วนตัวท่านพร้อมบุตรธิดาได้ทำการอพยพไปพำนักที่อื่นเพื่อเป็นการปลอดภัยกว่า
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีแรกของพุทธศักราช 2488 ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดพลาดเป้ามาลง ณ บริเวณหลุมหลบภัยของบ้านพิบูลธรรม เป็นโชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่ถึงกระนั้นอาคารต่างๆ ล้วนถูกทำลายจากแรงระเบิดทั้งสิ้น
บ้านพิบูลธรรมได้รับความเสียหายเกินกว่าที่เจ้าของบ้านจะมีกำลังซ่อมแซมได้ จึงตัดสินใจเสนอขายให้ทางรัฐบาล จนจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ได้ทำการซื้อไว้เป็นสถานที่ราชการในรัฐบาลสมัยของท่าน และได้มีการบูรณะซ่อมแซมมาเรื่อยๆ จึงทำให้ความงามวิจิตรของสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมต่างๆ ทุกมุมในบ้านพิบูลธรรมยังคงประจักษ์มาจนถึงทุกวันนี้



ที่มา : หนังสือชมบ้านโบราณ ชิมของอร่อย

