เมื่อครั้งยังเด็ก ผู้เขียนเคยอ่านเจี้ยก้อมเรื่องหนึ่ง(เท่าที่พอจำได้) เป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อตาคนเหนือและลูกเขยชาวกรุงเทพซึ่งลูกสาวคนเหนือพามาไหว้พ่อแม่เป็นครั้งแรก ฝ่ายพ่อตาแม่ยายก็จัดสำรับอาหารเหนือต้อนรับเป็นอย่างดีให้ลูกเขยได้ลองชิม พอลูกเขยกินไปแล้วพ่อตาก็ถามว่า “กิ๋นลำบ่ลำ?” ลูกเขยก็งงฟังไม่ออกนึกว่าพ่อตาถามว่า “รำหรือไม่รำ” ลูกเขยก็ตอบว่าไม่รำ พ่อตาคิดว่าแกงคงไม่ถูกปาก ก็เลยบอกกับแม่ยายว่า “เปิ้นบ่ลำ สูไปเอากระบองมา” ลูกเขยได้ยินก็คิดว่าพ่อตาจะเอากระบองมาตีถ้าไม่รำ ลูกเขยก็เลยลุกขึ้นมารำกลางวงข้าวเสียเลยอย่างนั้น.“กระบอง” ที่พ่อตาจะเอามาให้ลูกเขยนั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่กระบองที่เป็นอาวุธแบบที่เราเข้าใจกัน แต่เป็น “ฟักทองชุบแป้งทอด” โดยกระบองนี้เป็นสำรับอาหารกินเล่นที่พบเห็นได้ทั่วไปทางภาคเหนือ และภาคตะวันตกของไทย โดยทางคนไตหรือไทใหญ่จะเรียกกันว่า ข่างปอง หรือ งามองจ่อ สันนิษฐานว่าเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลผักชุบแป้งทอดจากเมียนมาร์ที่เรียกกันว่า อะจ่อ (အကြော်) ซึ่งนอกจากฟักทองแล้วก็ยังปรากฏการใช้ผักอื่น ๆ เช่นมะละกอ หัวปลี ตลอดจนกุ้งและปลาตัวเล็ก มาใช้ทำเป็นกะบองเหมือนกัน.สำหรับที่มาชื่อของกระบองนี้ ก็มีที่มาที่หลากหลายเหลือเกิน บางก็ว่าเป็นคำมาจากภาษาพม่า บ้างก็ว่ามาจากคำว่าข่างปองที่ไทใหญ่เรียก บ้างก็ว่าเป็นชื่อที่มาจากรูปลักษณ์อาหาร ซึ่งก็ล้วนแตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละบุคคล และอาจจะฟันธงสรุปเลยได้ยาก (ใครมีข้อมูลก็มาแบ่งปันกันได้).วัฒนธรรมผักชุบแป้งทอดกับเครื่องจิ้มนี้นับว่าเป็นวัฒนธรรมอาหารที่ปรากฏให้พบเห็นอยู่ทั่วโลก ซึ่งก็ยากที่จะไปบอกว่าใครเป็นคนคิดคนแรก อย่างไรก็ดีผักชุบแป้งทอดก็เป็นการเพิ่มรสสัมผัสใหม่ ๆ ให้กับผักที่ใครหลาย ๆ คนอาจจะที่ไม่ชอบกินผัก หันมากินผักกันก็เป็นได้.อ้างอิง:https://lannainfo.library.cmu.ac.th/…/detail_lannafood…https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/680236

