“น่าน” เป็นเมืองเก่าแก่ของภาคเหนือที่มีความสำคัญทั้งด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และทรัพยากรมาอย่างยาวนาน ในอดีตน่านมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งผลิตและค้าขาย “เกลือ” ขณะที่ปัจจุบันเศรษฐกิจของจังหวัดพึ่งพาภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ
แต่กว่าที่ “เมืองน่าน” จะกลายเป็นจังหวัดน่านอย่างที่รู้จักกันในปัจจุบัน ดินแดนแห่งนี้ผ่านความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและประวัติศาสตร์มาหลายยุคสมัย โดยเรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดเมืองส่วนหนึ่งปรากฏอยู่ใน “พงศาวดารเมืองน่าน” ฉบับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช
“พงศาวดารเมืองน่าน” ตำนานกำเนิดเมืองน่าน
พงศาวดารเมืองน่านเล่าถึงต้นกำเนิดราชวงศ์ภูคา ซึ่งเป็นราชวงศ์แรกที่ปกครองพื้นที่น่านว่า เมื่อครั้งพระยาภูคาปกครองเมืองย่าง ได้มีพรานพบไข่ขนาดใหญ่สองฟองบนดอยภูคา และนำมาถวายพระยาภูคา พระองค์จึงให้ใส่ไว้ในกะทอนุ่นและกะทอฝ้าย กระทั่งฟักออกมาเป็นเด็กชายสองคน ตั้งชื่อว่า “ขุนนุ่น” และ “ขุนฟอง” เมื่อเติบใหญ่ ทั้งสองปรารถนาจะมีเมืองเป็นของตนเอง
พระยาภูคาจึงให้ทั้งคู่เดินทางไปหาพระยาเถรแต๋งเพื่อขอให้สร้างเมือง โดยขุนนุ่นได้รับเมืองจันทบุรีหรือหลวงพระบาง ส่วนขุนฟองได้รับ “วรนคร” หรือเมืองปัว ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นต้นทางของเมืองน่าน
ต่อมาในสมัยพระยาการเมือง ผู้คนจากเมืองปัวได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานใกล้พระธาตุแช่แห้ง ก่อนที่เจ้าผากองจะย้ายศูนย์กลางการปกครองมาตั้ง “เวียงน่าน” ในบริเวณที่เรียกว่าห้วยไคร้ ซึ่งต่อมาได้รับชื่อว่า “นันทบุรี” หรือ “เมืองน่าน” ใน พ.ศ. 1913
ตำนานยังเล่าว่า เจ้าผากองทรงพระสุบินเห็นโคอุสุภราชวิ่งข้ามแม่น้ำน่านไปยังฝั่งตะวันตกและถ่ายมูลไว้เป็นแนวเขตกำแพงเมือง เมื่อเสด็จไปทอดพระเนตรก็พบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีอยู่จริง จึงโปรดให้สร้างเมืองขึ้นที่นั่น เรื่องราวของโคอุสุภราชนี้เองที่กลายมาเป็นที่มาของตราประจำจังหวัดน่าน
จากล้านนาถึงพม่า
น่านถูกรุกรานโดยเชียงใหม่ในสมัยพระเจ้าติโลกราช และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา โดยเชียงใหม่ส่งเจ้าเมืองมาปกครองและเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองอยู่เป็นระยะ การอยู่ภายใต้ล้านนาทำให้น่านได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมและศิลปกรรมจากล้านนาเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับสุโขทัยอย่างเด่นชัด
ต่อมาเมื่อล้านนาตกเป็นประเทศราชของพม่า น่านก็อยู่ภายใต้การปกครองของพม่าด้วยเช่นกัน ช่วงเวลานี้เจ้าเมืองน่านเคยลี้ภัยไปยังล้านช้าง ขณะที่พม่าสถาปนาเจ้าเมืองคนใหม่ขึ้นปกครอง และชาวน่านก็พยายามก่อจลาจลเพื่อแยกตัวเป็นอิสระหลายครั้ง
“เกลือ” ทรัพยากรสำคัญที่ทำให้น่านเป็นที่หมายตา
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้น่านมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมือง คือ “เกลือ” จากบ่อเกลือธรรมชาติในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือปัจจุบัน ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของภูมิภาค เพราะเกลือใช้ทั้งในการปรุงอาหารและถนอมอาหาร และสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น ๆ ได้
ก่อนเข้าสู่ล้านนา น่านมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสุโขทัย โดยเฉพาะการค้าขายเกลือ ซึ่งช่วยเปิดเส้นทางเศรษฐกิจของน่านลงไปยังพื้นที่ทางใต้ เมื่อพระเจ้าติโลกราชยึดน่านได้ การค้าขายเกลือจึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของล้านนา ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่เคยพึ่งพาเกลือจากน่าน
แม้ในเวลาต่อมาผู้คนจะรู้จักการผลิตเกลือสมุทร แต่เกลือจากน่านก็ยังคงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของดินแดนทางตอนเหนือ ดังปรากฏเรื่องราวในสมัยเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชว่า แม้แต่ชาวฝรั่งเศสยังส่งคนเข้ามาขโมยเกลือ สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของทรัพยากรชนิดนี้ที่ยังคงมีต่อเมืองน่าน
ประเทศราชใต้นามสยามรัฐ
น่านหลุดพ้นจากการปกครองของพม่าหลังสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ แต่เจ้าเมืองน่านถูกจับลงมายังธนบุรีและเมืองน่านถูกกวาดต้อนผู้คนจนกลายเป็นเมืองร้าง
เมื่อเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้เจ้าจันทปโชติ พระโอรสของพระยาวิธูร ขึ้นเป็นเจ้าเมืองน่าน ต่อมาในสมัยเจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าเมืองน่านพร้อมกับเจ้าเมืองเหนืออื่น ๆ ได้ลงมาสวามิภักดิ์ต่อสยาม นับแต่นั้นน่านจึงมีสถานะเป็นประเทศราช โดยเจ้าเมืองยังคงมีอำนาจปกครองภายในดินแดนของตน
ในช่วงนี้เมืองน่านมีการย้ายที่ตั้งชั่วคราวจากเหตุการณ์น้ำท่วม ก่อนจะกลับมาบูรณะเวียงน่านเดิม และสร้าง “คุ้มแก้ว” กับ “หอคำ” เป็นศูนย์กลางการปกครอง กระทั่งถึงสมัยเจ้าพระยามหาพรหมสุรธาดา จึงเกิดการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารราชการ และมีผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาดูแลแทนระบบเจ้าเมือง
น่านในปัจจุบัน จากบ่อเกลือสู่เกษตรและการท่องเที่ยว
จากอดีตที่น่านมีบทบาททางเศรษฐกิจจากการค้าเกลือและทรัพยากรอย่างงาช้าง เมื่อรูปแบบการค้าและเทคโนโลยีการผลิตเกลือเปลี่ยนไป บทบาททางเศรษฐกิจของน่านก็เปลี่ยนตาม ปัจจุบันจังหวัดยังคงมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ โดยมีพื้นที่ป่าไม้จำนวนมากและมีอุทยานแห่งชาติถึง 7 แห่ง ได้แก่ ดอยภูคา ขุนน่าน ขุนสถาน แม่จริม นันทบุรี ศรีน่าน และถ้ำสะเกิน
ทรัพยากรเหล่านี้สนับสนุนให้ “การเกษตร” กลายเป็นหนึ่งในอาชีพหลักของชาวน่าน ทั้งการปลูกพืชไร่ ทำนา และทำสวนผลไม้ ขณะเดียวกันยังมีอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรมอโลหะ และการแปรรูปไม้ รวมถึง “การท่องเที่ยว” ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของจังหวัดในปัจจุบัน
จากเมืองที่เคยรุ่งเรืองด้วยเกลือและเส้นทางการค้าท่ามกลางอาณาจักรต่าง ๆ น่านจึงยังคงรักษาความสำคัญของตนเองเอาไว้ได้ เพียงแต่เปลี่ยนจากการพึ่งพาทรัพยากรในอดีต มาสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเกษตรกรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

