“กำไลมาศ” เจ้าจอมสดับ กำไลทองแห่งรักมั่นในรัชกาลที่ 5

หลายคนอาจคุ้นชื่อ “กำไลมาศ” จากละครโทรทัศน์ แต่รู้หรือไม่ว่า “กำไลมาศ” มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ไทยและเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งความรักที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ หรือ “เจ้าจอมสดับ” เจ้าจอมคนโปรดในรัชกาลที่ 5

.

เรื่องราวของกำไลทองวงนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2449 ในวันเดียวกับที่เจ้าจอมสดับ ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 16 ปี ได้ถวายตัวเข้ารับราชการฝ่ายใน และเป็นช่วงของพระราชพิธีเฉลิม พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของราชสำนักสยาม

.

ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน กำไลทองคำบางสะพานหนัก 4 บาท ให้แก่เจ้าจอมสดับ กำไลวงนี้มีลักษณะโดดเด่นเป็น หัวตะปูทองคำ 2 ดอกไขว้เกี่ยวคล้องกัน จนภายหลังผู้คนเรียกกันติดปากว่า “กำไลมาศเจ้าจอมสดับ”

.

สิ่งที่ทำให้กำไลวงนี้ทรงคุณค่ายิ่งกว่าเนื้อทอง คือ บทพระราชนิพนธ์ ที่สลักไว้บนกำไล ซึ่งเปรียบความรักดั่งทองคำที่ไม่หมองคล้ำและมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง

“กำไลมาศชาตินพคุณแท้ ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นยั่งยืนสี

เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที จะร้ายดีขอให้เห็นเป็นเสี่ยงทาย

ตาปูทองสองดอกตอกสลัก ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย

แม้รักร่วมสวมไว้ให้ติดกาย เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย”

คำว่า “ตาปูทองสองดอก” ไม่ได้เป็นเพียงลวดลายของกำไล แต่ยังสื่อถึงความรักที่ถูก “ตรึง” ไว้อย่างมั่นคง เปรียบเสมือนคำมั่นที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และเจ้าจอมสดับก็ทรงรักษาคำมั่นนั้นไว้ตลอดชีวิต

.

หลังการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2453 เจ้าจอมสดับทรงถวายคืนเครื่องเพชรพระราชทานเกือบทั้งหมด เพื่อนำไปสมทบทุนสร้าง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แต่มีเพียง กำไลมาศ ที่ยังคงสวมติดพระวรกายไว้ เพราะพระองค์ทรงยึดถือพระราชนิพนธ์ที่ว่า “เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย”

.

แม้จะมีพระชนมายุเพียง 20 ปีในวันที่รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต เจ้าจอมสดับก็ทรงครองตนอย่างเรียบง่าย บวชชีถวายพระราชกุศล และไม่ทรงมีคู่ครองใหม่ตลอดพระชนม์ชีพ

.

กำไลทองวงนี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องประดับ หากเป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์ ความกตัญญู และความรักอันมั่นคงที่เจ้าจอมสดับมีต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

.

เจ้าจอมสดับถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2526 สิริอายุ 93 ปี โดยกำไลมาศยังคงอยู่บนพระกรจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่ทายาทจะน้อมเกล้าฯ ถวายคืนสู่ราชสำนัก เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์