นับว่าเป็นเรื่องที่ยากอยู่เหมือนกันกับอาหารต่างถิ่นที่เมื่อเข้ามาครั้งแรก คนหลาย ๆ วัฒนธรรมก็อาจจะรู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่กล้ากินด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ตั้งแต่การที่มันเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ตลอดจนเรื่องความเชื่อแบบผิด ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาท่ามกลางความไม่รู้จักนั้น ซึ่ง “มันฝรั่ง” ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เคยผ่านช่วงเวลานั้นมาก่อน อย่างในฝรั่งเศสที่คนไม่กล้ากินมัน จนกระทั่งเกิดวิกฤตขาดแคลนครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 18
มันฝรั่งเข้ามาในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นอาหารที่ชาวฝรั่งเศสจะบริโภคกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งในยุคแรกก็ใช้เป็นอาหารสัตว์เป็นหลัก ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนไม่นิยมบริโภคมันฝรั่งก็เกิดจากความเชื่อในเรื่องของศาสนา ที่มองว่าพืชผลที่โตอยู่ใต้ดินเป็นของต่ำ ชนชั้นสูงขึ้นมาหน่อยจะไม่กินมัน ซึ่งนอกจากชนชั้นสูงจะไม่กินแล้ว แม้แต่ชนชั้นล่างเองก็ไม่ได้พึงปรารถนาที่จะกินมันเช่นเดียวกัน เพราะมีความเชื่อว่ามันฝรั่งเป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งโรคติดต่ออย่างโรคเรื้อน
ความเชื่อที่คิดว่ามันฝรั่งจะนำมาซึ่งโรคระบาดนี้ก็กระจายไปกว้างจนกระทั่งทางการฝรั่งเศสถึงกับต้องประกาศแบนอย่างเป็นทางการในปี 1748 ห้ามไม่ให้ใครนำเข้ามาปลูกด้วย
อ้าวแล้วคนฝรั่งเศสเริ่มกินมันฝรั่งกันตอนไหนล่ะ? เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 1785 ซึ่งเกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารรุนแรงในทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ซึ่งก็ได้มีชายผู้หนึ่งซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบุคลากรคนสำคัญของมันฝรั่งอย่าง “อ็องตวน ปาร์ม็องตีเยร์” เป็นผู้ที่ชี้ชวนให้ผู้คนเริ่มนำมันฝรั่งมาบริโภคเมื่อเกิดวิกฤตขาดแคลน
ปาร์ม็องตีเยร์ เป็นหมอทหารที่เคยร่วมรบในสงครามเจ็ดปี ซึ่งเขาได้ถูกจับเป็นเชลยโดยฝ่ายปรัสเซีย ซึ่งที่แห่งนี้นี่เองที่เขาได้ลิ้มรสมันฝรั่งเป็นครั้งแรก และเรียนรู้ว่ามันไม่ได้ก่อให้เกิดโรคเรื้อนแต่อย่างใด พอเป็นอิสระหลังสงครามเขาก็ได้อุทิศตนศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับมันฝรั่ง จนได้ข้อพิสูจน์แน่ชัดว่ามันกินได้ในปี 1771 ซึ่งงานวิจัยของเขาก็ได้รับรางวัล กฎหมายแบนมันฝรั่งก็ถูกยกเลิก แต่ถึงอย่างนั้นคนก็ไม่ได้ยอมกินมันฝรั่งอยู่ดี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ขาดแคลนอาหารข้างต้น
จากอาหารเลี้ยงสัตว์ มันฝรั่งก็ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในวัฒนธรรมการกินของชาวฝรั่งเศสขึ้นมาในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายปลายศตวรรษที่ 18 ที่การปฏิวัติฝรั่งเศสอุบัติขึ้นมา และอยู่คู่กับสำรับอาหารในฝรั่งเศสที่พบเห็นได้เป็นปกติมาจนถึงปัจจุบัน

