หลาย ๆ คนอาจจะได้เห็นข่าวที่สิงคโปร์ไฟเขียวนำเข้าเลือดหมูจากไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปีไปบ้างแล้ว (ซึ่งอันที่จริงต้องใช้คำว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปีที่สิงคโปร์นำเข้าเลือดหมู) แน่นอนว่าพอพูดถึงเลือดหมู มันก็เป็นอะไรที่เราน่าจะพบเห็นได้บ่อยมาก ๆ ในสำรับจีนไทย ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการบริโภคเลือดหมูที่ส่งต่อมาจากเมืองจีนด้วยเหมือนกัน
การบริโภคเลือดสัตว์ในจีน ไม่ได้มีแค่การบริโภคเฉพาะเลือดหมูอย่างเดียว เลือดไก่หรือเลือดเป็ดเองก็พบว่ามีการนำมาบริโภคไม่ต่างกัน อย่างในสำรับกวางตุ้งและฮ่องกงพบการบริโภคเลือดไก่ ในขณะที่สำรับแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไต้หวัน ก็จะมีการบริโภคเลือดเป็ด ซึ่งเลือดที่นำมาบริโภคนี้ ส่วนมากจะเป็นเลือดที่แข็งตัวจนกลายเป็นวุ้นอย่างหนึ่ง นุ่น ๆ เด้ง ๆ เหมือนเต้าหู้
เข้าใจว่าต้นกำเนิดของการบริโภคเลือดสัตว์นี้ น่าจะมีที่มาจากทางตอนใต้ ซึ่งมีอาหารอย่างหนึ่งคือ จูเสี่ยเกา (豬血糕) ที่ทำเป็นเหมือนกับเป็นขนมจากแป้งข้าวเหนียวที่ผสมกับเลือดสัตว์อีกทีหนึ่ง ซึ่งต้นกำเนิดการบริโภคเลือดก็มีที่มาจากความยากลำบากในอดีตที่ทุกส่วนของสัตว์นั้นต้องถูกนำมาบริโภคเพื่อไม่ให้เกิดการเหลือทิ้ง โดยในอดีตน่าจะเริ่มจากการบริโภคเลือดเป็ดก่อน ก่อนที่จะมีเลือดหมูในภายหลัง ซึ่งการบริโภคเลือดหมูก็สันนิษฐานกันว่าอาจจะเก่าแก่ถึงพันปีเลยทีเดียว
แน่นอนว่าสิงคโปร์เองก็เป็นประเทศที่มีประชากรเชื้อสายจีนอยู่เยอะ และน่าจะคุ้นชินกับการบริโภคเลือดหมูกัน แต่ทั้งนี้การแบนเลือดหมูของสิงคโปร์เป็นอะไรที่เกิดขึ้นมาในสมัยหลัง โดยมีการประกาศแบนอย่างเป็นทางการในปี 1999 แล้วแบนนานจนถึงเมษายนปีนี้ที่เริ่มปลดล็อกการนำเข้าเลือดหมู โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์แบนเลือดหมูก็เกิดจากสถานการณ์โรคระบาดไวรัสนิปาห์ ในมาเลเซียและสิงคโปร์เมื่อปี 1999 ซึ่งสิงคโปร์พบผู้ป่วยและเสียชีวิตจึงประกาศแบนขั้นเด็ดขาด ซึ่งมีโทษสำหรับผู้นำเข้าหรือจำหน่ายเลือดหมูด้วยการปรับเงินกว่า 50,000 ดอลลาร์ หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ หากทำผิดซ้ำอาจจับปรับเป็น 100,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว
#จานโปรด#เลือดหมู#จีน#สิงคโปร์#BBL#BangkokBank#ธนาคารกรุงเทพ

