ที่มาของคำว่า “แกงส้ม” นั้น คะเนกันว่า มาจาก “รสชาติเปรี้ยว” ของน้ำแกง คล้ายกับเมนูที่มีรสชาติเปรี้ยวหลายรายการ ที่ใช้คำว่า “ส้ม” แทนคำว่า “เปรี้ยว” อาทิ ผัดส้ม ต้มส้ม กุ้งส้ม เป็นต้น
แต่ด้วยความหมายที่กว้างแบบนี้ จึงทำให้เกิดเป็นตำรับแกงส้มของทั้ง “ภาคกลาง” และ “ภาคใต้” ที่แม้จะมีความเปรี้ยวเป็นฐานของรสชาติทั้งคู่ แต่ก็มีความแตกต่างกันที่เครื่องแกงพอควร
โดยพระเอกที่สร้างความโดดเด่นให้ “แกงส้มปักษ์ใต้” คือ “ขมิ้น” ที่นำไปตำเข้ากับเครื่องแกงอย่างอื่น อาทิ พริกขี้หนูสดและแห้ง ข่า ตะไคร้ หอม กะปิ เป็นต้น
จนเกิดเป็นน้ำแกง “สีส้มอมเหลือง” ทานราดไปบนข้าว แกล้มด้วยผัดสด ถึงกับต้องอุทานว่า “หรอยจังฮู้นิ”
นอกจากสร้างสีเหลืองและกลิ่นชวนลิ้มรส ขมิ้นยังมีสรรพคุณทางยา ช่วยล้างพิษตับ แก้ท้องร่วง ช่วยขับลม และรักษาแผลในกระเพาะอาหารด้วย
อีกหนึ่งความโดดเด่นของรสชาติแกงส้มปักษ์ใต้ คือ ความเผ็ดร้อนแรง มากกว่าแกงส้มภาคกลางอยู่มาก
ทั้งหมดนี้ ทำให้เมื่อมีการเผยแพร่สูตรของแกงส้มปักษ์ใต้เข้ามาเมืองกรุง จึงได้ถูกเรียกชื่อเสียใหม่ จาก “แกงส้ม” เป็น “แกงเหลือง” เพราะรสชาติที่แตกต่างกันของทั้งสองภาค จะได้สั่งกันให้ถูกว่า อยากทานแกงรสชาติแบบไหน ซึ่งก็มีความอร่อยในแบบของตนเอง
รสชาติที่เปรี้ยวและเผ็ดของแกงส้มปักษ์ใต้ ยังเข้าได้กับเนื้อสัตว์หลากหลายชนิด เช่น กุ้ง ปลา หมูสามชั้น ไข่ชะอม ตัวรสเปรี้ยวของแกงเอง ก็สามารถพลิกแพลงนำวัตถุดิบมาปรุงได้หลากหลาย แต่ที่เห็นบ่อยสุด ก็คงจะเป็นส้มแขกและมะนาว
เขียนมาถึงตรงนี้ก็น้ำลายสอเสียแล้ว คงต้องขออนุญาตไปหาแกงส้มปักษ์ใต้เจ้าเด็ดทานก่อน ส่วนเพื่อนๆ มีจานโปรดแกงส้มที่ใด ก็สามารถร่วมแชร์ให้ท่านอื่นๆ ตามไปทานกันได้เลยนะครับ





Reference: Thairath และ silpa-mag
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.จานโปรด .com

