ในบรรดาพระราชพิธีหลวงของไทย ไม่มีพิธีใดงดงาม อ่อนช้อย และเต็มไปด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์เทียบเท่า “พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” หรือที่ชาวไทยคุ้นในชื่อ พิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต ![]()
![]()
![]()
.
พิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้สืบทอดมายาวนานตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 1 และยังคงเป็นมรดกของความศรัทธาและพระบารมีแห่งพระมหากษัตริย์ไทยที่ดำรงอยู่ตราบทุกวันนี้
.
จุดเริ่มต้นของพระราชพิธี จากรัชกาลที่ 1 สู่ทุกวันนี้
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงโปรดให้สร้างเครื่องทรงถวายพระแก้วมรกตสำหรับ ฤดูร้อน และฤดูฝนจากนั้นในสมัย รัชกาลที่ 3 มีการสร้างเครื่องทรง ฤดูหนาว เพิ่มขึ้น
ตั้งแต่นั้นมา พระแก้วมรกตจึงทรงเครื่องครบทั้ง 3 ฤดู ![]()
![]()
และธรรมเนียมนี้ได้กลายเป็นหัวใจของพิธีการสำคัญประจำปีของไทยมาถึงปัจจุบัน
.
การบูรณะครั้งใหญ่ และการสร้างเครื่องทรงใหม่
เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปี สำนักพระราชวังได้ทำการบูรณะเครื่องทรงทั้ง 3 ชุด
แต่ด้วยความวิจิตรของงานช่างโบราณสมัยอยุธยาตอนปลาย ทำให้การซ่อมแซมเป็นเรื่องยาก ประณีตแบบเดิมแทบหาช่างฝีมือมาทดแทนไม่ได้ จึงมีมติร่วมกันระหว่าง กรมธนารักษ์ สำนักพระราชวัง ให้เก็บรักษาเครื่องทรงเดิมไว้เป็นสมบัติแห่งชาติ และสร้างเครื่องทรงชุดใหม่ขึ้นถวายในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีกาญจนาภิเษก พ.ศ. 2539
.
ลำดับการถวายเครื่องทรงชุดใหม่
25 พฤศจิกายน 2539 – ฤดูหนาว ![]()
23 มีนาคม 2540 – ฤดูร้อน ![]()
20 กรกฎาคม 2540 – ฤดูฝน ![]()
.
พระราชพิธี 3 ครั้งต่อปี จังหวะแห่งศรัทธาตามจันทรคติไทย
พิธีเปลี่ยนเครื่องทรงกระทำปีละ 3 ครั้ง ตามวันแรม 1 ค่ำของเดือนสำคัญและจากพิธีเฉพาะในพระอุโบสถสำหรับเจ้านาย ในสมัยรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตาโปรดให้ประชาชนที่เฝ้าฯ อยู่รอบพระอุโบสถได้รับน้ำพระพุทธมนต์ด้วย ![]()
.
กำหนดพิธีในแต่ละปี
แรม 1 ค่ำ เดือน 4 – เปลี่ยนจากฤดูหนาว → ฤดูร้อน
แรม 1 ค่ำ เดือน 8 – เปลี่ยนจากฤดูร้อน → ฤดูฝน
แรม 1 ค่ำ เดือน 12 – เปลี่ยนจากฤดูฝน → ฤดูหนาว
![]()
ความงามแห่งเครื่องทรงทั้ง 3 ฤดู
ฤดูร้อน – เครื่องทองลงยาอร่ามดุจพระจักรพรรดิ งดงามแบบเครื่องต้นพระมหากษัตริย์ ทำด้วยทองคำลงยา ประดับเพชรและอัญมณีวิจิตร มงกุฎทรงเทริด ยอดมงกุฎประดับเพชรเม็ดงามดั่งดาวประกายพรึก
ฤดูฝน – เครื่องทรงสำหรับฤดูฝน ทรงอย่างห่มดอง ใช้ทองคำทำเป็นกาบจำหลักลาย “ทรงข้าวบิณฑ์” ประดับมณีหลากสี พระศกลงยาน้ำเงินเข้ม เวียนเป็นทักษิณาวรรต ยอดพระรัศมีลงยางดงามละมุนตา ราวกับหยาดฝนแห่งพุทธบารมีที่โปรยลงมาอย่างสงบงาม
ฤดูหนาว – ผ้าคลุมทองคำลงยาลายดอกชิงดวง อลังการที่สุดในสามฤดู ผ้าคลุมทองคำลงยาลายดอกชิงดวงฝังทับทิม กลีบดอกจากโกเมน กลางดอกฝังพลอย ชายผ้าประดับมรกตและบุษราคัม ส่วนขอบนอกฝังเพชรระยิบระยับ
พร้อมสายสร้อยทอง 4 สาย พระศกฝังไพลิน และพระรัศมีฝังเพชรดุจแสงดาวฤกษ์แห่งปรากฏการณ์ศักดิ์สิทธิ์
.
พระแก้วมรกตในเครื่องทรงทั้งสามฤดู จึงเปรียบเสมือน แสงสว่างนำทางใจของชาวไทย พิธีนี้จึงดำรงอยู่อย่างงดงาม เพื่อย้ำเตือนว่าความศรัทธาและวัฒนธรรมไทย ยังคงอยู่
ไม่ต่างจากองค์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถคู่กรุงรัตนโกสินทร์สืบมา ![]()




