“น้ำเต้าปุง” ตำนานกำเนิดคนแห่งอุษาคเนย์

ก่อนที่คำว่า “ชาติพันธุ์” จะถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจน ผู้คนที่อาศัยอยู่ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำแยงซี หรือฉางเจียง ลงมาถึงดินแดนอุษาคเนย์ ทั้งบนผืนแผ่นดินและหมู่เกาะ ต่างมีร่องรอยวัฒนธรรมบางอย่างร่วมกัน ทั้งวิถีการเพาะปลูกข้าว การนับถือ “ผีฟ้า” หรือ “แถน” และที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ความเชื่อในการบูชา “น้ำเต้า”

.

คนพื้นเมืองกลุ่มเหล่านี้มีความแตกต่างจากชาวหัวเซี่ย ซึ่งเป็นบรรพชนของชาวฮั่น โดยในเอกสารจีนโบราณมีการเรียกกลุ่มชนพื้นเมืองเหล่านี้ว่า “ไป่ผู” หรือชาวผูร้อยจำพวก และต่อมาเรียกว่า “ไป่เยวี่ย” หรือพวกเยวี่ยร้อยจำพวก แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏร่วมกันในกลุ่มผู้คนเหล่านี้คือ คติความเชื่อเกี่ยวกับน้ำเต้า

.

ทำไม “น้ำเต้า” จึงศักดิ์สิทธิ์ ?

มีข้อสันนิษฐานสำคัญว่า น้ำเต้าอาจเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ยุคแรกของมนุษย์ ก่อนพัฒนามาสู่การนับถือโทเทมและเทพเจ้า เพราะรูปร่างของน้ำเต้าที่กลมป่องและคอดตรงกลาง ชวนให้คนโบราณจินตนาการถึง “กายแม่” หรือครรภ์ของผู้หญิง น้ำเต้าจึงถูกมองเป็นสัญลักษณ์ของการให้กำเนิด เชื่อกันว่ามนุษย์เกิดจากน้ำเต้า และเมื่อเสียชีวิตก็กลับคืนสู่น้ำเต้าอีกครั้ง

.

แนวคิดนี้ยังสะท้อนผ่านวัฒนธรรมหลายอย่าง ทั้งเครื่องดนตรีที่ทำจากน้ำเต้า เช่น แคนและปี่น้ำเต้า ซึ่งใช้ในพิธีกรรม รวมถึงการฝังศพครั้งที่สอง โดยนำกระดูกบรรจุในไหหิน ไหดินเผา กลองมโหระทึก หรือโกศ ซึ่งล้วนมีรูปทรงที่อาจเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ของน้ำเต้า

.

น้ำเต้ายังมีเมล็ดอยู่ภายในจำนวนมาก จึงถูกเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง การมีลูกหลานมาก ความอุดมสมบูรณ์ และการดำรงเผ่าพันธุ์ ยิ่งมีลูกมาก ก็ยิ่งมีแรงช่วยทำมาหากินและสร้างผลผลิตให้ครอบครัว

.

นอกจากความหมายเชิงสัญลักษณ์ น้ำเต้ายังเป็นภาชนะที่ใช้งานได้จริง เมื่อผลแก่และแห้ง เปลือกจะแข็งและภายในกลวง สามารถนำมาใส่น้ำหรือเก็บเมล็ดพันธุ์ได้ บางกลุ่มชาติพันธุ์ยังนำไปแขวนหรือวางไว้ในบ้านในฐานะเครื่องรางสำหรับป้องกันผีร้ายและโรคภัย

.

ด้วยเหตุนี้ รูปทรงน้ำเต้าจึงไม่ได้อยู่แค่ในชีวิตประจำวัน แต่ยังส่งอิทธิพลต่อการออกแบบ ภาชนะยุคแรก ๆ ก่อนพัฒนาต่อไปสู่ภาชนะสำริดที่มีรูปทรงเลียนแบบน้ำเต้า

.

“น้ำเต้าปุง” กับตำนานกำเนิดมนุษย์

หนึ่งในเรื่องเล่าที่น่าสนใจที่สุดคือความเชื่อเรื่อง “น้ำเต้าปุง” โดยคำว่า “ปุง” หมายถึงภาชนะสำหรับใส่ของ ตามคติความเชื่อของสามัญชนในอุษาคเนย์ เชื่อกันว่า ผู้คนทั้งสุวรรณภูมิเกิดมาจากน้ำเต้าปุงเดียวกัน เปรียบเสมือนพี่น้องที่เกิดจากครรภ์เดียวกัน

.

ในตำนานเล่าว่า มีมนุษย์ 5 คนออกมาจากน้ำเต้าปุง คนสองคนแรกถูกเรียกว่า “ข้า” ส่วนอีกสามคนเรียกว่า “ไทย” โดยคำว่า “ไทย” ในบริบทดั้งเดิมไม่ได้หมายถึงชนชาติไทยในความหมายปัจจุบัน แต่หมายถึง คนหรือชาว ซึ่งเป็นคำที่พบร่วมกันในหลายภาษาของสุวรรณภูมิ รวมถึงภาษาลาวและเขมร

.

คนทั้ง 5 จำพวกจึงเปรียบเสมือนพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน และเป็นภาพแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในภูมิภาคอุษาคเนย์ ทั้งผู้คนในแผ่นดินใหญ่ ลุ่มแม่น้ำ ลำคลอง ตลอดจนชายฝั่งและหมู่เกาะ

อาจตีความเชื่อมโยงกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น มอญ-เขมร มาเลย์-จาม ชวา-มลายู ม้ง-เย้า และไทย-ลาว-เวียดนาม แม้รายละเอียดการจำแนกอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละตำนานและการตีความ

.

แต่หัวใจสำคัญของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ว่า “คน 5 จำพวก” ต้องหมายถึงกลุ่มใดอย่างตายตัว หากแต่อยู่ที่แนวคิดว่า ผู้คนที่แตกต่างกัน ล้วนมีต้นกำเนิดร่วมกันและเป็นเครือญาติกัน

จากผลน้ำเต้าธรรมดาที่เคยใช้ใส่น้ำ เก็บเมล็ดพันธุ์ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จึงถูกยกระดับขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของ การกำเนิด ความอุดมสมบูรณ์ ความตาย และความเป็นเครือญาติ

.

นี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไม “น้ำเต้า” จึงปรากฏอยู่ในความเชื่อและวัฒนธรรมของผู้คนในอุษาคเนย์มาอย่างยาวนาน

เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank