ในค่ำคืนหนึ่ง ณ โรงละครเล็ก ๆ การแสดงโขนของกรมศิลปากรในตอน “นิ้วเพชร” และ “พระรามรบทศกัณฐ์” ได้ถูกจัดขึ้นถวายทอดพระเนตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ![]()
.
เมื่อได้ทอดพระเนตรจนจบ พระองค์มิได้เพียงตรัสชมความงดงามของการแสดงเท่านั้น แต่ยังมีพระราชเสาวนีย์ที่กลายเป็นตำนานแห่งวงการนาฏศิลป์ไทย “ถ้าไม่มีใครดู ฉันจะดูเอง” ประโยคสั้น ๆ แต่เปี่ยมด้วยพลังนั้น ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ชุบชีวิตโขนไทย”
ให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้งในแผ่นดินนี้
.
เส้นทางศิลปะในหัวใจราชินี
ก่อนจะเสด็จมาทรงอุปถัมภ์ศิลปะชั้นสูงอย่าง “โขน”
พระองค์ทรงมีพื้นฐานทางศิลปะดนตรีมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงเรียนเปียโนอย่างจริงจัง
ถึงขั้นที่สามารถก้าวสู่การเป็นนักเปียโนอาชีพได้ แต่พระองค์กลับทรงหลงใหลใน “ดนตรีไทย” ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเพลงไทยเดิม “ลาวดวงเดือน” ที่ทรงโปรดเป็นพิเศษ
.
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ยังทรงเล่าถึง “สมเด็จแม่” ไว้ในหนังสือ สมเด็จแม่กับการศึกษา ว่า “เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ 6–7 ขวบ สมเด็จแม่ทรงสอนให้อ่านวรรณคดี เช่น พระอภัยมณี อิเหนา และรามเกียรติ์…” นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย ที่พระองค์จะทรงผูกพันกับศิลปะการแสดง “โขน” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวจาก รามเกียรติ์ วรรณคดีที่ทรงรักและทรงเห็นคุณค่ามาตลอด ![]()
.
พระบารมีฟื้นฟู “โขน” ศิลปะแห่งแผ่นดิน
ในอดีต “โขน” เคยเป็นเพียงการแสดงเฉพาะในราชสำนัก และต่อมากลายเป็นศิลปะที่เริ่มเลือนหายไปจากสายตาประชาชน แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล พระองค์ทรงเห็นว่า “โขนคือสมบัติของชาติ” ที่ควรค่าแก่การสืบสาน
.
เมื่อปี พ.ศ. 2546 พระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ จังหวัดหนองคาย และมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดการแสดงโขนถวายทอดพระเนตร นับเป็นครั้งแรกที่โขนกลับมาแสดงถวายพระองค์อย่างเป็นทางการ
.
หลังจากการแสดง พระองค์ตรัสชมว่า “งดงามมาก” และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 300,000 บาท เพื่อให้กรมศิลปากรนำไปปรับปรุงเครื่องแต่งกายให้ประณีตยิ่งขึ้น เพราะทรงเห็นว่าลวดลายปักและงานฝีมือเหล่านี้ ควรค่าแก่การรักษาไว้ดั่งสมบัติแผ่นดิน ![]()
.
กำเนิด “โขนพระราชทาน” มรดกศิลป์แห่งราชินี
ปี พ.ศ. 2550 การแสดง “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ” ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในตอน “พรหมมาศ” และนั่นคือการเริ่มต้นของ “โขนพระราชทาน” ที่คนไทยทั้งประเทศต่างภาคภูมิใจ
เสียงตอบรับจากประชาชนล้นหลาม จนเกิดกระแสการชมโขนในวงกว้างอีกครั้ง
ไม่เพียงแต่ผู้ใหญ่เท่านั้น แต่คนรุ่นใหม่และเยาวชนทั่วประเทศต่างสมัครเข้าร่วมออดิชั่น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงศิลปะชั้นสูงนี้
.
โขนแห่งศิลปาชีพ : จากตำนานสู่เวทีโลก นับแต่นั้น “โขนพระราชทาน” ได้จัดแสดงตอนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่
ตอนพรหมมาศ (พ.ศ. 2550, 2552)
ตอนนางลอย (พ.ศ. 2553)
ตอนศึกมัยราพณ์ (พ.ศ. 2554)
ตอนจองถนน (พ.ศ. 2555)
ตอนโมกขศักดิ์ (พ.ศ. 2556)
ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ (พ.ศ. 2561)
ตอนพระจักราวตาร (พ.ศ. 2567)
ในปีนี้ (พ.ศ. 2568) เตรียมจัดแสดงตอน “สัตยาพาลี” ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายแห่งมหากาพย์รามเกียรติ์ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคต
.
จากพระราชดำริ… สู่แรงบันดาลใจของคนทั้งชาติ
“โขนพระราชทาน” ไม่เพียงเป็นการแสดงที่งดงามทางสายตา หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่ง “พระราชหฤทัยอันทรงคุณค่า” ที่เปลี่ยนศิลปะโบราณให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เพราะพระดำรัสนั้นไม่เพียงปลุกให้ศิลปะไทยหวนคืน แต่ยังสะท้อนพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของ “ราชินีศิลปาชีพ” ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาญาณและหัวใจแห่งศิลป์ ![]()
.
โขนพระราชทาน ตอน “สัตยาพาลี”
จัดแสดงระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568
ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้






