“ผีตาโขน” จากตำนานผีตามคน สู่งานบุญสุดคึกคัก

เมื่อพูดถึงจังหวัดเลย หลายคนคงนึกถึงขบวนหน้ากากสีสันสดใส เสียงกระดิ่งดังกังวาน และเหล่าผีตาโขนที่ออกมาเต้นรำอย่างสนุกสนานไปทั่วท้องถนน แต่รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังประเพณีอันโด่งดังนี้ มีตำนานและความศรัทธาที่สืบทอดกันมายาวนานหลายชั่วอายุคน

.

เรื่องเล่ากล่าวว่า เมื่อครั้งพระเวสสันดรและนางมัทรีเสด็จออกจากป่ากลับสู่เมือง หลังจากบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าเป็นเวลานาน เหล่าสัตว์น้อยใหญ่และผีป่าที่รักและเคารพทั้งสองพระองค์ต่างเกิดความอาลัย จึงพากันแฝงตัวปะปนมากับชาวบ้านเพื่อร่วมส่งเสด็จกลับเมืองอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงเรียกขบวนดังกล่าวว่า “ผีตามคน” หรือ “ผีตาขน” ก่อนที่ชื่อจะค่อย ๆ เพี้ยนเสียงตามกาลเวลาจนกลายเป็น “ผีตาโขน” อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

.

ประเพณีผีตาโขนเป็นส่วนหนึ่งของ “งานบุญหลวง” หรือ “บุญผะเหวด” งานบุญสำคัญประจำปีของชาวอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งจัดขึ้นในเดือน 7 โดยมีความเกี่ยวข้องกับการเทศน์มหาชาติและพระธาตุศรีสองรัก ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

.

ภายในงาน สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือขบวนแห่ผีตาโขน ผู้ร่วมขบวนจะสวมหน้ากากขนาดใหญ่ที่ทำจากกาบมะพร้าว ประดับลวดลายและสีสันอย่างสร้างสรรค์ พร้อมแต่งกายเลียนแบบผีหรือปีศาจ ก่อนออกมาเต้นรำ สร้างเสียงหัวเราะและความครึกครื้นให้กับผู้ชมตลอดเส้นทาง

.

ผีตาโขนยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ “ผีตาโขนใหญ่” ซึ่งเป็นหุ่นขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปประมาณสองเท่า และ “ผีตาโขนเล็ก” ที่ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยสามารถร่วมแต่งกายและเข้าร่วมขบวนได้อย่างสนุกสนาน

.

งานบุญหลวงจัดต่อเนื่อง 3 วันเต็ม โดยวันแรกเป็นพิธีอัญเชิญพระอุปคุตจากลำน้ำหมัน เพื่อความเป็นสิริมงคลและปกป้องคุ้มครองงานบุญ จากนั้นเหล่าผีตาโขนจะออกมาร่วมเฉลิมฉลองด้วยเสียงดนตรีและการฟ้อนรำอย่างคึกคัก

.

วันที่สองเป็นวันแห่พระเวสสันดร ขบวนศักดิ์สิทธิ์จะเคลื่อนไปรอบเมือง โดยมีชาวบ้านและผีตาโขนร่วมเดินตามอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนที่ผู้เล่นผีตาโขนใหญ่จะนำเครื่องแต่งกายไปลอยหรือทิ้งลงแม่น้ำหมัน เป็นสัญลักษณ์ของการปล่อยทุกข์ ปล่อยโศก และสิ่งไม่ดีออกจากชีวิต

.

ส่วนวันสุดท้าย ชาวบ้านจะร่วมกันฟังเทศน์มหาชาติครบทั้ง 13 กัณฑ์ ณ วัดโพนชัย เพื่อสั่งสมบุญกุศลและความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว