ส้มตำ จากอาหารสู่เพลงที่ขับขานโดยพุ่มพวง ดวงจันทร์

วันนี้เมื่อ 34 ปีก่อน เป็นหนึ่งวันแห่งความสูญเสียของวงการเพลงไทย หลังจากที่ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” เสียชีวิตลงอย่าง กะทันหัน จากโรคประจำตัวที่กำเริบ ผลงานเพลงของพุ่มพวงมีอยู่มากมายหลายเพลง ทั้งเพลงสนุกสนาน ไปจนถึงเพลงช้า ๆ ที่สะท้อนถึงชีวิตของคนไกลบ้านที่เดินทางมาไล่ตามความฝันและชีวิตที่ดีกว่าในเมืองหลวง

.

ชีวิตในวัยเด็กของพุ่มพวงไม่ได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเต็มที่ จึงทำให้ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีความมานะ และความเก่งในการจดจำเนื้อเพลงและท่วงทำนองจากการฟัง ทำให้มีผลงานเพลงดังมากมาย ซึ่งครั้งหนึ่งก็ได้มีโอกาสได้รับเลือกให้ร้องเพลงพระราชนิพนธ์อย่าง “ส้มตำ” ด้วย

.

บทความในวันนี้อาจจะไม่ได้พูดถึงอาหารโดยตรง แต่จะกล่าวถึงอาหารในบริบทของเพลงเป็นหลัก เพลงส้มตำ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งใน “มณีพลอยร้อยแสง” ได้พระราชทานสัมภาษณ์ว่าทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นขณะเรียนอยู่ในชั้นมัธยมที่โรงเรียนจิตรลดา โดยแต่งขึ้นมาจากการเอาตำราทำส้มตำมาเขียนให้คล้องจองกัน ใส่ทำนองลูกทุ่งตามที่เคยได้ยิน

.

เพลงนี้ทรงพระราชนิพนธ์แล้วเสร็จในปี 2513 โดยมี “อาจารย์ประยงค์ ชื่นเย็น” เป็นผู้เรียบเรียงดนตรี บรรเลงครั้งแรกโดยวง อ.ส. วันศุกร์ ต่อมาในปี 2516 มีผู้ขอพระราชทานนำบทเพลงนี้ไปประกอบภาพยนตร์เรื่อง “ส้มตำ” โดยมี บุปผา สายชล เป็นผู้ขับร้อง

.

ทั้งนี้ บทเพลงส้มตำนี้ได้กลายเป็นเพลงดังกว้างขวางขึ้น หลังจากที่มีการอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์นี้ ไปขับร้องใหม่โดยราชินีเพลงลูกทุ่งไทย “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย เมื่อปี 2534

.

เนื้อเพลงและทำนองของเพลงส้มตำ ประกอบกับคำสัมผัสคล้องจองยิ่งทำให้เพลงนี้เป็นที่ติดหูมากขึ้นตั้งแต่ต้นเพลงว่า “ต่อไปนี้จะเล่าถึงอาหารอร่อย คือส้มตำกินบ่อย ๆ รสชาติแซบดี” ไปจนถึง “ไปซื้อมะละกอขนาดพอเหมาะเหมาะ สับ ๆ เฉาะ ๆ ไม่ต้องมากมาย” เป็นต้น

.

จากอาหารพื้นบ้านจานหนึ่ง สู่บทเพลงที่คนไทยคุ้นหู “ส้มตำ” จึงไม่ได้เป็นเพียงเมนูอาหาร แต่เป็นหลักฐานเล็ก ๆ ว่าวัฒนธรรมสามารถถูกบันทึกไว้ในเสียงเพลงได้ด้วย