กีฬา ๆ เป็นยาวิเศษ หากพูดถึงหนึ่งในกีฬาที่คนไทยนิยมชมชอบมากที่สุด แน่นอนว่าชื่อของกีฬาลูกกลม ๆ ที่เลี้ยงด้วยเท้าอย่าง “ฟุตบอล” น่าจะเป็นกีฬาที่ใครหลายคนนึกถึงเป็นชื่อแรก ๆ แน่นอนว่าฟุตบอลไม่ใช่กีฬาของไทย แต่เป็นผลสืบเนื่องที่มาพร้อมกับความทันสมัยและความเป็นตะวันตกที่เข้ามาในไทย
ฟุตบอลในไทยเข้ามาในฐานะงานอดิเรกและกีฬาเพื่อความเพลิดเพลิน ก่อนที่จะยกระดับขึ้นมาเป็นการแข่งขันกีฬาอย่างจริงจังทั้งเพื่อกระชับมิตรและเพื่อแข่งขันเอาชิงเอาชัย โดยการแข่งขันฟุตบอลนัดแรกในประวัติศาสตร์ไทยนั้น ก็เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ปี 2443 หรือกว่า 126 ปีที่แล้ว
แรกมีฟุตบอลในไทย
จุดเริ่มต้นของฟุตบอลในสยามต้องย้อนกลับไปถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงส่งพระราชโอรส พระราชนัดดา และข้าราชบริพารไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ซึ่งจุดหมายปลายทางของนักเรียนนอกเหล่านี้ก็หลากหลาย อังกฤษเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งหนึ่งในนักเรียนนอกเหล่านั้นคือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) หรือ “ครูเทพ” ที่เรารู้จักกันในฐานะของผู้แต่งเพลงกราวกีฬา หรือกีฬาเป็นยาวิเศษนั่นเอง
ครูเทพนับว่าเป็นผู้ที่ริเริ่มนำเอากีฬาฟุตบอลเข้ามาในประเทศไทย (หรือสยามในเวลานั้น) โดยเป็นผู้แปลกติกาฟุตบอลและเผยแพร่ในสยามราวปี พ.ศ. 2440
แน่นอนว่าฟุตบอลเป็นของใหม่ เป็นของฝั่งตะวันตก ทำให้การเข้ามาของฟุตบอลในช่วงแรกนั้นอาจไม่ได้รับการต้อนรับอย่างที่คาดหวัง ประการหนึ่งคือการเล่นออกแรงในเมืองร้อนอย่างสยามก็นับว่ามีความเสี่ยงต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก ผิดกับการเล่นฟุตบอลในยุโรปที่อากาศเย็นกว่า และเสี่ยงต่อสุขภาพจากอากาศร้อนน้อยกว่าด้วย
อย่างไรก็ดี เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่าฟุตบอลได้รับความนิยมในหมู่ข้าราชการ ครู และชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในสยาม กระแสวิจารณ์และมุมมองที่มองว่ากีฬาฟุตบอลไม่เหมาะกับไทยนั้นก็เริ่มค่อย ๆ เงียบลง เพราะคนอังกฤษเองก็ยังเล่นกีฬานี้ในไทยได้ คนไทยจึงเริ่มหันมายอมรับกีฬาชนิดนี้มากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
ฟุตบอลนัดแรก
การแข่งขันฟุตบอลในตอนเริ่มแรกเป็นเพียงการเล่นกันในหมู่คณะแบบงานอดิเรกทั่วไป เป็นการเล่นเพื่อความบันเทิง กระชับมิตร หรือเพื่อสุขภาพเป็นหลัก นิยมเล่นกันในโรงเรียนหรือสมาคม ไม่ได้แข่งกันในระดับกีฬาใหญ่ ๆ ที่มีกติกาอย่างสากล หรือมีการบันทึกอย่างชัดเจน โดยการแข่งขันฟุตบอลนัดแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่มีบันทึกเอาไว้ก็คือการแข่งขันในวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม ปี 2443
การแข่งขันฟุตบอลนัดแรกในครั้งนั้นได้ใช้สนามหลวงเป็นสถานที่จัด โดยใช้กติกาของสมาคมฟุตบอลอังกฤษเป็นมาตรฐาน เป็นการพบกันระหว่าง “ชุดบางกอก” ซึ่งเป็นทีมของชาวอังกฤษที่อาศัยในประเทศไทย กับชุดกรมศึกษาธิการ การแข่งขันนี้เป็นการแข่งขันนัดพิเศษ ซึ่งจบลงด้วยผลเสมอกัน 2 ต่อ 2
จากกติกาของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ในปีต่อมาครูเทพก็ได้ตีพิมพ์ “หนังสือวิทยาจารย์” ซึ่งประกอบด้วยกฎกติกาฟุตบอลที่อ้างอิงจากมาตรฐานสากล นับเป็นคู่มือกติกาฟุตบอลฉบับแรกในภาษาไทย เพื่อเป็นการกระจายความรู้ในเรื่องของการเล่นกีฬาชนิดนี้ให้คนไทยเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายขึ้น พร้อมกันนั้นก็มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ดำเนินการโดยกรมศึกษาธิการ ใช้ระบบแพ้คัดออก มีทีมเข้าร่วม 9 ทีม และจำกัดเฉพาะนักเรียนชายอายุไม่เกิน 20 ปี ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2451 อดีตนักเตะมืออาชีพชาวอังกฤษนาม อี.เอส. สมิธ จะเดินทางมาทำหน้าที่กรรมการตัดสินในไทย และช่วยเผยแพร่กติกาและวิธีการเล่นที่ทันสมัยยิ่งขึ้น
พัฒนาการบอลไทย จากกีฬาโรงเรียน สู่กีฬาทีมชาติ
ฟุตบอลไทยค่อย ๆ พัฒนาโครงสร้างการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2453 กรมศึกษาธิการประกาศเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันจากระบบแพ้คัดออกมาเป็นระบบพบกันหมด พร้อมนำการนับคะแนนแบบแคนาดามาใช้ กล่าวคือ ชนะได้ 2 คะแนน เสมอได้ 1 คะแนน และแพ้ได้ 0 คะแนน (เป็นจุดเริ่มต้นระบบลีกในไทย)
จนกระทั่งถึงยุคสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้ทรงสนพระทัยในกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างยิ่ง ฟุตบอลสยามจึงก้าวเข้าสู่ยุคทองอย่างแท้จริง พระองค์ทรงมีทีมส่วนพระองค์ที่รู้จักกันในนาม “เสือป่า” และทรงรับเป็นประธานจัดการแข่งขัน “ฟุตบอลถ้วยทองของหลวง” ระหว่างวันที่ 11 กันยายน ถึง 27 ตุลาคม พ.ศ. 2458 ณ สนามฟุตบอลสโมสรเสือป่า สวนดุสิต การแข่งขันนี้ใช้ระบบพบกันหมด มีสโมสรเข้าร่วม 12 ทีม ส่วนใหญ่เป็นทหาร ตำรวจ เสือป่า และข้าราชบริพาร พระองค์พระราชทานถ้วยทองเป็นรางวัลแก่ทีมชนะเลิศ การแข่งขันนี้คือต้นกำเนิดของการแข่งขันที่ต่อมาจะรู้จักกันในชื่อ “ถ้วยพระราชทาน ประเภท ก”
ความนิยมของกีฬาฟุตบอลเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ นำมาสู่การที่รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้ง “คณะฟุตบอลสยาม” หรือทีมชาติสยามขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ สนามสามัคยาจารย์สมาคม ภายในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พร้อมพระราชทาน “ตราพระมหามงกุฎ” ให้แก่นักฟุตบอลทีมชาติเพื่อเป็นเกียรติยศแห่งการรักชาติ
นักฟุตบอลชุดแรกของชาติสยามมี 11 คน ได้แก่ อิน สถิตยวณิช รับหน้าที่รักษาประตู แถม ประภาสะวัต, ต๋อ ศุกระศร และ ภูหิน สถาวรวณิช เล่นแนวรับ, ตาด เสตะกสิกร และ กิมฮวด วณิชยจินดา คุมแนวกลาง ส่วนแนวรุกประกอบด้วย หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ผู้ทำหน้าที่กัปตันทีมคนแรก, ชอบ หังสสูต, โชติ ยูปานนท์, ศรีนวล มโนหรทัต และ จรูญ รัตโนดม
เพียงสามวันหลังการก่อตั้ง คือในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 ทีมชาติสยามก็ได้ลงสนามนัดแรกต่อหน้าพระที่นั่ง ณ สนามราชกรีฑาสโมสร พบกับทีมสปอร์ตคลับซึ่งใช้ผู้เล่นชาวอังกฤษทั้งหมด โดยมี มร. ดักลาส โรเบิร์ตสัน เป็นผู้ตัดสิน
ทีมชาติสยามในชุดสีขาวแดงแสดงฝีมือได้อย่างน่าประทับใจ ศรีนวล มโนหรทัต ยิงประตูเปิดสกอร์ ก่อนที่กัปตัน หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร จะปิดท้ายด้วยประตูชัย คณะฟุตบอลสยามคว้าชัยชนะนัดประวัติศาสตร์ 2 ต่อ 1 ชัยชนะครั้งนั้นจุดกระแสความสนใจฟุตบอลในสยามให้ลุกโชติช่วงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนที่ต่อมาจะเกิดการจัดตั้ง “สมาคมฟุตบอลแห่งชาติสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์” ขึ้นมาในที่สุด
จากทีมชาติ สู่เวทีโลก
ฟุตบอลไทยได้ก้าวสู่เวทีโลก เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้คณะฟุตบอลสยามสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ตามคำเชิญของประธานฟีฟ่าชาวฝรั่งเศส จูล ริเมท์ สยามประเทศกลายเป็นชาติแรกในทวีปเอเชียที่เข้าร่วมองค์กรลูกหนังโลก และเป็นสมาชิกลำดับที่ 37 ของโลก
ปี พ.ศ. 2473 ทีมชาติสยามยังเกือบได้มีโอกาสร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ประเทศอุรุกวัย แต่ปัญหาเศรษฐกิจและระยะทางการเดินทางด้วยเรือเดินทะเลเป็นเวลาหลายเดือนทำให้ทีมชาติไม่อาจเดินทางไปยังทวีปอเมริกาใต้ได้ในที่สุด อย่างไรก็ดี ในปีนั้นทีมชาติสยามยังได้ลงแข่งขันระดับนานาชาตินัดแรกกับทีมชาติสหภาพอินโดจีนของฝรั่งเศส และบันทึกชัยชนะอย่างเด็ดขาด 4 ต่อ 0 ซึ่งเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของวงการฟุตบอลไทยที่จะเดินหน้าต่อไปในอนาคตจนถึงปัจจุบันนี้ด้วย…
#สุดโปรด#กีฬา#ฟุตบอล#ประวัติศาสตร์#วันนี้ในอดีต#BBL#BangkokBank#ธนาคารกรุงเทพ

