คัสตาร์ด

ที่เราคุ้นเคยกันในฐานะของหวานเนื้อเนียนละมุน แท้จริงแล้วในอดีตไม่ได้เริ่มต้นมาเป็นขนม แต่เคยเป็น ของคาว มาก่อน!

ย้อนกลับไปในยุคกลางของยุโรป (ศตวรรษที่ 13–14) คำว่า “custard” มาจากภาษาฝรั่งเศส
“croustade” (อ่านว่า ครูส-ตาร์ด) หมายถึง “พายที่มีเปลือกกรอบ” ไส้ข้างในทำจากไข่และนม ผสมเนื้อสัตว์ เครื่องเทศ และสมุนไพร ใช้เป็นไส้พายในงานเลี้ยงราชสำนักอังกฤษและฝรั่งเศส
คัสตาร์ดในยุคกลางไม่ได้ถูกมองว่าเป็นขนมหวาน แต่เป็นพายคาวของราชสำนักอังกฤษ

โดยถูกบันทึกไว้ใน ตำราอาหาร The Forme of Cury บันทึกสูตร custard tart เอาไว้ ซึ่งตรงกับสมัยกษัตริย์ริชาร์ดที่ 2 (ค.ศ. 1390) และต่อมาในพิธีราชาภิเษกกษัตริย์เฮนรีที่ 4 (ค.ศ. 1399) ก็มีคัสตาร์ดถูกเสิร์ฟในงาน แสดงถึงสถานะอันหรูหรา ของเมนูนี้ในราชสำนัก
ฝรั่งเศสก็มีบทบาทไม่น้อย โดยพระนาง แคทเธอรีน เดอ เมดิชี แห่งอิตาลีเมื่อเสกสมรสกับพระเจ้าเฮนรีที่2 แห่งฝรั่งเศส (ค.ศ. 1533) ได้นำเชฟชาวอิตาเลียนเข้ามาพร้อมสูตรอาหารและซอสที่ใช้คัสตาร์ดเป็นฐาน จนพัฒนามาเป็น “crème anglaise” (แครม-ออง-เกลส, ซอสคัสตาร์ด) และ “crème brûlée” (แครม-บรู-เล่, เป็นของหวาน) ที่โด่งดังไปทั่วโลก

ในศตวรรษที่ 16–17 เมื่อยุโรปออกเดินเรือสำรวจโลก ก็ได้นำสูตรคัสตาร์ดก็ด้วย สเปนและโปรตุเกสเผยแพร่สูตร flan ซึ่งถือว่าเป็น custard ประเภทหนึ่ง ไปยังอเมริกา ก่อนจะล่องเรือไปถึงเอเชีย โดยที่ญี่ปุ่นรับคัสตาร์ดเข้ามา ในยุคเมจิและสร้างคัสตาร์ดแบบฉบับของตัวเอง โดยมีชื่อว่า “purin” พุดดิ้งเนื้อเนียน
เกร็ดเล็กๆ
ในปี ค.ศ. 1837 นักเคมีชาวอังกฤษ Alfred Bird ได้คิดค้น custard powder ขึ้น เนื่องจากภรรยาของเขาแพ้ไข่ จึงไม่สามารถกินคัสตาร์ดดั้งเดิมได้ Bird จึงใช้แป้งข้าวโพดแทน เติมสีและกลิ่น จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ชื่อ Bird’s Custard ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่อังกฤษมีการปันส่วนอาหาร ไข่สดหายาก คัสตาร์ดผงจึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่แพ้ไข่หรือความสะดวกในการปรุง



