ป้อมแผลงไฟฟ้า แต่สมัยรัชกาลที่ 2 รู้จักไฟฟ้าแล้วหรือ?
พระประแดงนับว่าเป็นอีกหนึ่งย่านที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมายจากการที่เป็นเมืองหน้าด่านมาอย่างยาวนานตั้งแต่ครั้งอดีต ตลอดจนเป็นย่านวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการไหลมาของชาวมอญที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองหน้าด่านแห่งนี้
ด้วยความที่เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญที่บริเวณปากแม่น้ำ ทำให้พื้นที่แห่งนี้ยังคงมีความสำคัญในฐานะของพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ในการสงคราม และนั่นเองที่ทำให้มีการเสริมกำลังเมืองและเกิดป้อมหลายป้อมตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อป้องกันข้าศึกในยามสงคราม พระประแดงก็มีมากมายหลายป้อม โดยป้อมที่สำคัญก็ยกตัวอย่างเช่น ป้อมแผลงไฟฟ้า แห่งนี้
ป้อมแผลงไฟฟ้า เป็นป้อมปราการที่ถูกสร้างขึ้นมาราวสมัยรัชกาลที่ 2 ตั้งอยู๋บนฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเป็นป้อมสุดท้ายจากจำนวนทั้งหมด 5 ป้อมที่ถูกสร้างขึ้นในระยะเวลาเดียวกันที่ยังคงตั้งอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการบูรณะป้อมแห่งนี้ และมีการบูรณะอีกครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 6
ฟังจากชื่อแล้วก็คงจะชวนสงสัย เพราะไฟฟ้าก็นับว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่ ถึงแม้ว่าในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 ที่โลกฝั่งตะวันตกอาจจะได้รู้จักกับกระแสไฟฟ้ากันบ้างแล้ว แต่มันเดินทางมาถึงสยามเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ? จริง ๆ แล้วชื่อของป้อมแผลงไฟฟ้านี้เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ได้หมายถึงไฟฟ้าที่เป็นกระแสไฟฟ้าที่เราใช้ในครัวเรือน หากแต่เป็นไฟฟ้าที่หมายถึงสายฟ้ามากกว่า ซึ่งการแผลงไฟฟ้านี้อาจจะหมายถึงการแผลงซึ่งวชิราวุธของพระอินทร์ก็เป็นไปได้ โดยเป็นการตั้งชื่อป้อมให้เป็นนัยยะถึงการข่มขู่ศัตรู และสร้างความเกรงขามให้กับชื่อของป้อมได้
ปัจจุบันนี้ป้อมแผลงไฟฟ้าได้เปลี่ยนแปลงและกลายสภาพมาเป็นสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนโดยได้รับการปรับปรุงจากเทศบาลเมืองพระประแดงเมื่อราวปี 2514 ตลอดจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญ รักษาเอาไว้ซึ่งร่องรอยของป้อมปราการแห่งสุดท้ายของพระประแดงเอาไว้สืบมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านพ้นไป สภาพของป้อมแผลงไฟฟ้าก็ลดลงไปด้วยในทุกปีจากปัจจัยหลาย ๆ ประการ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของความชื้นจากสภาพของแหล่งที่ตั้งไปจนถึงปัญหาของต้นไม้ต่าง ๆ ที่เติบใหญ่และมีรากซอนไชไปในส่วนต่าง ๆ ของป้อมด้วย

