เมื่อนักโบราณคดีขุดค้นเจดีย์โบราณในเมืองอู่ทอง แล้วพบประติมากรรมดินเผาชิ้นเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนรูปของกษัตริย์หรือบุคคลชั้นสูง แต่กว่าจะรู้ว่าแท้จริงเป็นใคร ต้องรอให้จารึกโบราณใต้ฐาน เป็นผู้เฉลยคำตอบ
.
ประติมากรรมดินเผาชิ้นนี้ถูกค้นพบจาก เจดีย์หมายเลข 11 เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง นับเป็นหนึ่งในโบราณวัตถุสำคัญของวัฒนธรรมทวารวดีที่มีอายุกว่า 1,200 – 1,300 ปี
.
ลักษณะของประติมากรรมเป็นรูปบุรุษนั่ง ขัดสมาธิราบ ประนมมือ สวมศิราภรณ์ทรงสูงปลายแหลม มีกรอบหน้านางประดับลายกระจัง พระพักตร์กลม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์หนา พระกรรณยาว และสวมตุ้มหูวงกลมขนาดใหญ่
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ การไม่แสดงรายละเอียดของจีวรหรือเครื่องนุ่งห่มอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของ ศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ ที่นิยมแสดงผ้าแนบลำตัวโดยไม่เน้นรอยยับของเนื้อผ้า ขณะที่พระพาหาประดับ พาหุรัดลายใบไม้สามเหลี่ยม และนุ่งผ้ายาวครึ่งแข้ง สะท้อนอิทธิพลศิลปกรรมอินเดียที่แพร่เข้าสู่ดินแดนทวารวดี
.
ในช่วงแรก นักวิชาการเคยตีความว่าประติมากรรมองค์นี้อาจเป็น พระโพธิสัตว์ เทวดา กษัตริย์ หรือบุคคลชั้นสูง เพราะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด แต่เมื่อมีการศึกษาจารึกใต้ฐาน ซึ่งจารด้วย อักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ความจริงก็ปรากฏ
.
จารึกบรรทัดแรกอ่านได้ว่า “ศุทฺโธ” ส่วนบรรทัดที่สองอ่านว่า “ศุทฺโธทน” จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้นักวิชาการเชื่อได้ว่า ประติมากรรมองค์นี้คือ “พระเจ้าสุทโธทนะ” พระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนที่จะทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
.
ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการจึงสันนิษฐานว่า ท่าประนมมือ (อัญชลีมุทรา) ของประติมากรรมองค์นี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าสุทโธทนะกำลังสดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ การสร้างรูปพระเจ้าสุทโธทนะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะพบมาตั้งแต่ ศิลปะอินเดียโบราณ เช่น ภาพสลักพุทธประวัติบนซุ้มประตู สถูปสาญจี
.
แต่สำหรับประเทศไทย ประติมากรรมดินเผาจากเมืองโบราณอู่ทองชิ้นนี้ ถือเป็นหลักฐานที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงมีจารึกระบุตัวบุคคลอย่างชัดเจน แต่ยังสะท้อนทั้งความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา อิทธิพลศิลปะอินเดีย และรูปแบบการแต่งกายของชนชั้นสูงในสมัยทวารวดีได้อย่างสมบูรณ์

