ในพื้นที่สีเขียวปลายด้ามขวานของประเทศไทย
มีชุมชนหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยภูมิปัญญาและหัวใจ “กลุ่มกระจูดนาราบาฮาเกีย”
จากตำบลไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส
.
ชุมชนแห่งนี้ ‘สานกระจูด’ ให้กลายเป็นของใช้และของขวัญสุดเก๋ ที่ไม่เพียงสะท้อน วิถีชีวิตดั้งเดิม แต่ยังต่อยอดจนสร้างรายได้จริง ![]()
![]()
.
จาก “พืชพื้นบ้าน” สู่ “แบรนด์ท้องถิ่น” ![]()
![]()
‘นางอายีย๊ะ ปาเน๊า’ะ ประธานกลุ่มฯ เล่าอย่างภาคภูมิใจว่าเธอสานกระจูดมาตั้งแต่อายุ 10 ปี
จนปัจจุบันอายุ 46 ปี งานจักสานที่เริ่มจากการทำเสื่อไว้ใช้เอง ขายชาวบ้านในราคาเพียงผืนละ 100-200 บาท วันนี้พัฒนาเป็นสินค้าหลากหลายและสร้างรายได้เสริมกว่า 1,500 บาท/เดือน ให้กับชาวบ้าน 32 คนในกลุ่ม ![]()
.
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดเมื่อโครงการ “ปิดทองหลังพระฯ” เข้ามาหนุนเสริม ทั้งการออกแบบ การย้อมสี การผสมผสานวัสดุท้องถิ่น เช่น “ผ้าบาติก” หรือ “ผ้าปาเต๊ะ” จนเกิดลวดลายใหม่ ๆ อย่าง “ลายพัน” หรือ “จาวาเบอเละ” ที่สะท้อนวิถีชุมชนอย่างลึกซึ้ง ![]()
.
พื้นที่ไพรวันเป็นพรุธรรมชาติ ทำให้มีกระจูดจำนวนมาก ชาวบ้านใช้ช่วงเวลาว่างจากการกรีดยาง มาสานกระจูดเป็นของใช้ในครัวเรือน และกลายเป็นงานฝีมือที่บอกเล่าความทรงจำ ความเชื่อมโยง และภูมิปัญญาท้องถิ่น
.
เส้นกระจูดของที่นี่มีจุดเด่นพิเศษ
– คัดเลือกจากต้นกระจูดที่ขึ้นใต้ต้นเสม็ด ทำให้เนื้อนิ่มและสานง่าย ![]()
– คัดเส้น 3 รอบ รีด ย้อม และตรวจคุณภาพก่อนใช้งาน ![]()
– สีที่ย้อมดูนุ่มนวล สบายตาแต่ทนทาน ![]()
.
วันนี้ กลุ่มกระจูดนาราบาฮาเกียไม่ได้ขายเฉพาะในชุมชน แต่ยังส่งต่อความงามนี้ไปถึงกรุงเทพฯ เป็นของขวัญองค์กรหรือวางขายในห้างสรรพสินค้า ผลิตภัณฑ์ยอดนิยม ได้แก่
กระเป๋าช้อปปิ้งกระจูด ![]()
ตะกร้าปีใหม่ ![]()
กระเป๋าเอกสารสายหนัง ![]()
ชุดจาน-แก้วใส่ของ ![]()
พัด หมวก และของอเนกประสงค์ ![]()
.
ทุกชิ้นล้วนมาจากฝีมือช่างบ้าน ๆ ที่มีหัวใจยิ่งใหญ่ ![]()
นอกจากสร้างรายได้ สิ่งสำคัญ คือ การส่งต่อภูมิปัญญาไปยัง “คนรุ่นใหม่” ผ่านการปลูกฝังลูกหลานในชุมชน ให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้ ศิลปะที่สะท้อนชีวิต และการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยพลังของชุมชน




