ใครจะไปคิดว่า ‘กรงนก’
ที่เราคุ้นตากันตามบ้านเรือนไทยทางใต้ จะกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของ โคมไฟดีไซน์สุดล้ำ ที่คว้ารางวัลระดับประเทศ และบินไกลไปโชว์ที่ ‘Milan Design Week’ ได้ ![]()
.
เรื่องนี้เกิดขึ้นจากสายตาอันเฉียบคมของ ‘คุณศุภชัย เจริญสุข’ นักออกแบบหนุ่มที่เลือกกลับบ้านเกิด แล้วหยิบจับภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปลุกชีวิตใหม่ให้มีทั้งคุณค่าและมูลค่าเพิ่มอย่างน่าทึ่ง
.
จุดเริ่มต้นของโคมไฟนี้
ไม่ได้มาจากโต๊ะวาดแบบในเมืองหลวง แต่มาจากการลงพื้นที่จริง เข้าร่วมอบรมและ คลุกวงในกับช่างฝีมือท้องถิ่น ในงานอบรม “อัตลักษณ์ไทยสร้างสรรค์”
ที่จัดขึ้นโดย SACICT (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ) ซึ่งจัดให้นักออกแบบจับคู่กับช่างชุมชน เพื่อออกแบบสินค้าร่วมกัน
.
โดยมีโจทย์คือ ‘กรงนก’
แต่คุณศุภชัยไม่ได้มองมันแค่เป็นกรง เขาเห็นถึง “ศาสตร์และศิลป์” เบื้องหลัง ทั้ง เทคนิคการขึ้นโครง แกะไม้ ฉลุลาย กลึงไม้ ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ ![]()
.
สิ่งที่เขาเลือกหยิบขึ้นมาคือ โครงสร้างและวิธีการสานไม้ของกรงนก มาตีความใหม่ ให้กลายเป็นโคมไฟรูปทรง ‘ทะลายจาก’
ซึ่งเป็นภาพจำของใครหลายคนในภาคใต้ โคมไฟนี้ไม่เพียงสวย แต่ยังสะท้อนรากวัฒนธรรมและเทคนิคท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง จนคว้ารางวัล Innovative Craft Award และ DEmark Award ปี 2015
แถมยังถูกเลือกไปจัดแสดงที่เวทีระดับโลกอย่าง Milan Design Week ปี 2016 อีกด้วย
.
เขายกตัวอย่างโรงแรมระดับโลกหลายแห่ง
ที่ดึงเอาอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาใช้กับสถาปัตยกรรมและของตกแต่งภายใน เพราะมันคือสิ่งที่นักท่องเที่ยวจดจำได้ และทำให้แต่ละพื้นที่มี ‘ตัวตน’ ไม่ซ้ำใคร แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีทุนวัฒนธรรมเท่านั้น แต่อยู่ที่ “เราจะหยิบมันขึ้นมาใช้อย่างไร” ให้ร่วมสมัยและไม่เชย เพราะถ้าใช้ไม่เป็น ภูมิปัญญาก็อาจกลายเป็นของเก่าเก็บได้อย่างน่าเสียดาย
.
จากความเสียดายกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาสร้าง แบรนด์ TIMA
ซึ่งไม่ใช่แค่แบรนด์ขายของ แต่มันคือ สะพานเชื่อมระหว่างดีไซน์กับชุมชนระหว่างเมืองกับท้องถิ่น
ระหว่างวิถีชีวิตแบบเดิมกับตลาดใหม่ ๆ
.
TIMA ยังทำหน้าที่เหมือน hub ที่รับวัสดุหลากหลายมาช่วย “finishing” หรือจับคู่กับดีไซน์ที่เหมาะสม เพื่อยกระดับงานคราฟต์ให้กลายเป็นสินค้าที่จับต้องได้จริงในตลาดสมัยใหม่
.
ไม่เพียงแค่นั้น ศุภชัยยังเปิดหน่วยงานเล็กๆ ชื่อว่า “นักคิด”
เป็นคลินิกออกแบบท้องถิ่น ที่ให้คำปรึกษากับชุมชนและผู้ประกอบการที่อยากต่อยอดผลิตภัณฑ์ของตัวเองแบบมีทิศทาง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อยากสร้างอะไรในบ้านเกิดของตัวเอง
.
และทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่มันคือการเดินทางที่เริ่มต้นขึ้นแล้ว ผ่านแบรนด์เล็ก ๆ ที่ชื่อว่า TIMA ที่ไม่เพียงเปลี่ยนวัสดุเป็นผลิตภัณฑ์ แต่ยังเปลี่ยนความเชื่อของทั้งคนเมืองและคนท้องถิ่นว่า “งานออกแบบ” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสตูดิโอหรู ๆ อีกต่อไป
.
แบรนด์ TIMA (ที่มาของชื่อมาจาก “ติหมา” อุปกรณ์ตักน้ำจากใบจากนั่นเอง)
ทุกชิ้นงานของเขาไม่ได้เป็นแค่งานคราฟต์ แต่มันคือเรื่องเล่าของท้องถิ่นที่เดินทางไปไกลจนถึงตลาดญี่ปุ่น ยุโรป และหัวใจของคนรักงานออกแบบทั่วโลก ![]()
![]()
.
TIMA จึงไม่ใช่แค่แบรนด์ แต่คือการเดินทางกลับบ้านที่เต็มไปด้วยแสงไฟ แรงบันดาลใจ และรากเหง้าที่งอกเงยออกมาเป็นงานออกแบบร่วมสมัย








