หากพูดถึงเทศกาลสงกรานต์ ![]()
ภาพของน้ำอบไทย ไอหอมละมุนคลุ้งไปทั่ว คงเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคย แต่น้ำอบไทยไม่ได้มีดีแค่ในวันสงกรานต์เท่านั้น ![]()
![]()
.
เสน่ห์หอมของน้ำอบมีรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน
โดยเฉพาะในยุครุ่งเรืองของรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นยุคแห่งการเปิดรับอิทธิพลตะวันตก
.
ย้อนกลับไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
น้ำอบไทยได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง หนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการรังสรรค์กลิ่นหอม คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ พระขนิษฐาในรัชกาลที่ 4 ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงพระสุคนธ์ พระองค์ทรงเป็นผู้ดูแลห้องพระสุคนธ์ หรือ “ห้องร่ำ อบ และปรุงของหอม”
ในพระราชวัง ![]()
.
น้ำอบไทย![]()
คล้ายกับโคโลญจน์ตะวันตก กลิ่นหอมอ่อนโยน ไม่ฉุน ติดไม่นานนัก แต่ให้ความสดชื่นเย็นสบาย มักใช้ในพิธีกรรม เช่น การสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัว และชโลมตัวหลังอาบน้ำ
.
หากพูดถึงน้ำอบไทยที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 100 ปี คงหนีไม่พ้น “น้ำอบนางลอย”
ที่ก่อตั้งโดย แม่เฮียง ผู้ได้รับสูตรปรุงน้ำอบมาจากในวัง แล้วนำมาพัฒนาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเริ่มต้นขายที่ “ตลาดนางลอย” ข้างวัดบพิตรพิมุข และเพราะชื่อนี้เอง ผู้คนจึงจดจำ “น้ำอบของแม่เฮียง” ในชื่อ “น้ำอบนางลอย” มาจนถึงทุกวันนี้
.
น้ำอบนางลอยผสมผสานกลิ่นหอมของดอกไม้ไทยแท้
เช่น ดอกมะลิ
ดอกแก้ว ดอกชมนาด ผสานกับสมุนไพร
อย่าง ผิวมะกรูด ไม้จันทน์ เปลือกชลูด จนเกิดเป็นกลิ่นหอมเย็น สีเหลืองอำพันอันเป็นเอกลักษณ์
.
โลโก้ของน้ำอบนางลอยออกแบบให้เป็นภาพ “นางฟ้าลอยบนก้อนเมฆ ถือขวดน้ำอบไว้ในมือซ้าย” ![]()
ล้อมด้วยลวดลายไทย สีแดง ขาว น้ำเงิน ที่สื่อถึงความเป็นไทยอย่างชัดเจน
.
น้ำอบนางลอย มุ่งมั่นสานต่อกิจการน้ำอบไทยให้ยังคงเป็นที่รู้จัก ด้วยการนำเทคโนโลยี โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์ มาปรับใช้เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งคงกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม เพื่อรักษากลิ่นหอมแห่งกาลเวลาให้คงอยู่คู่สังคมไทย





