ขนมหลากชั้นสีสวย ประกอบด้วยสปันจ์เค้ก ผลไม้ คัสตาร์ด และวิปครีมถ้วยนี้ นับว่าเป็นหนึ่งขนมหวานยอดฮิตของผู้ดีอังกฤษ ที่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน แต่ในขณะที่ชาวบริติชรับประทานขนมนี้ในฐานะขนมหวาน ๆ เพื่อนบ้านและชาวอาณานิคมกลับดูเหมือนจะชอบขนมนี้ในฐานะของ “สิ่งมึนเมา” เสียอย่างนั้นไป
ทรัยเฟิลเป็นขนมที่ปรากฏชื่อเก่าแก่ย้อนไปถึงช่วงศตวรรษที่ 16 ของอังกฤษดังที่ปรากฏในตำราอาหารของโธมัส ดอว์สัน อย่างไรก็ดีทรัยเฟิลในยุคแรกอาจจะหน้าตาไม่เหมือนกับที่เราเห็นกันในปัจจุบันสักเท่าไหร่นัก โดยถัดมาในช่วงศตวรรษที่ 18 ทรัยเฟิลจึงเริ่มค่อย ๆ มีหน้าตาเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งในสูตรของตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมานี้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหนึ่งอย่างก็คือมีบิสกิตซึ่ง “แช่ในไวน์” ซึ่งส่งอิทธิพลไกลมาถึงยุควิกตอเรียน ที่ซึ่งทรัยเฟิลพัฒนามาถึงจุดสูงสุดและเป็นทรัยเฟิลที่ใกล้เคียงกับในปัจจุบันมากที่สุด
ด้วยความที่ทรัยเฟิลนั้นมีการนำเอาเนื้อขนม ไม่ว่าจะเป็นบิสกิตอย่างเก่า หรือสปันจ์เค้กอย่างที่เห็นในปัจจุบันไปแช่ในแอลกอฮอลล์ ทำให้ได้รับความนิยมในสก็อตแลนด์เป็นอย่างมาก โดยชาวสก็อตก็แอบปรับสูตรนิดหน่อย โดยพวกเขาได้พัฒนาเปลี่ยนจากแช่ไวน์ธรรมดา ๆ เปลี่ยนมาเป็นแช่ “วิสกี้” ที่พวกเขาภาคภูมิใจกัน พร้อมกับขนานนามให้ใหม่ว่า “ทิปซี่แลร์ด” ทิปซี่ที่แปลว่ามึนเมาโซซัดโซเซนั่นเอง
และแน่นอนว่า ชาวสก็อตเองก็เป็นอีกหนึ่งพลเมืองสำคัญของอาณานิคมอเมริกา นั่นเองทำให้ทิปซี่แลร์ดถูกเผยแพร่ในอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตอนใต้ของสิบสามอาณานิคม ซึ่งมีชื่อเรียกขนมนี้ว่า “ทิปซี่พาร์สัน” ซึ่งเล่ากันว่าเหล่านักเทศน์ในโบสถ์วันอาทิตย์ชอบแวะมากินมาก
ในปัจจุบันนี้ทรัยเฟิลทางฝั่งอังกฤษก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งขนมที่สามัญมาก ๆ โดยได้ถูกพัฒนาไปหลากหลายสูตร ใส่วัตถุดิบที่หลากหลาย ความเป็นแอลกอฮอล์จ๋า ๆ ก็เริ่มเบาบางลงมีการใช้น้ำผลไม้แทนบ้าง ตลอดจนเป็นต้นแบบของขนมใหม่ ๆ หลายชนิด และเป็นขนมสำคัญที่ถูกประดิษฐ์ใหม่เพื่อฉลองในเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก็ดี หรือในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลที่ 3 ก็ดี นับว่าเป็นขนมที่อยู่คู่กับชาวอังกฤษมาอย่างชาวนานอีกจานหนึ่ง
#จานโปรด#ทรัยเฟิล

