เรือกอและ
ป็นเรือที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน สันนิษฐานว่าน่าจะมีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย โดยมาพร้อมกับการแพร่ขยายของศาสนาอิสลาม
ในประเทศไทย เรือชนิดนี้พบมากในภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส ชื่อ “ฆอและ” มาจากภาษามลายู “Kolek” ซึ่งแปลว่า “โคลงเคลง” หรือ “ล่องลอย” สะท้อนถึงลักษณะการเคลื่อนไหวของเรือ ![]()
.
เรือกอและ นั้นไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะทางน้ำเท่านั้น
แต่ยังเป็นงานศิลปะที่มีความหมายลึกซึ้งและสะท้อนความเชื่อของชาวประมงในภาคใต้ของไทยด้วย ช่างเขียนที่ตกแต่งลวดลายเรือกอและต้องมีความสามารถและทักษะในการสร้างสรรค์สูง โดยลวดลายที่นิยมมักเป็นภาพจากวรรณคดี เช่น หนุมานเหิรเวหา
หรือสัตว์ในจินตนาการ เช่น บุหรงซีงอ (สิงหปักษี)
ซึ่งมีตัวเป็นสิงห์ หัวเป็นนกคาบปลา
.
ลวดลายเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังแฝงความเชื่อและความหมายทางวัฒนธรรม เช่น ลายบุหรงซีงอที่มักวาดไว้ที่หัวเรือ เชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีฤทธิ์เดชมากและดำน้ำเก่ง จะนำโชคดีมาสู่เรือและลูกเรือเมื่อออกทะเล
.
ช่างเขียนลวดลายเรือกอและ
เป็นจิตรกรพื้นบ้านที่มีความสำคัญในการสืบทอดศิลปะ และวัฒนธรรมท้องถิ่น พวกเขามักได้รับการถ่ายทอดความรู้และทักษะมาจากบรรพบุรุษหรือครูผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น
ลวดลายบนเรือกอและแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก:
1. ส่วนหัวเรือ: มักเป็นรูปสัตว์ในตำนานหรือจินตนาการ เช่น พญานาค นก หนุมานจับมัจฉา ราหูอมจันทร์ เมขลาล่อแก้ว หรือรามสูรขว้างขวาน
2. ส่วนท้ายเรือ: มักเป็นลายส่วนหางของสัตว์ที่วาดไว้ที่หัวเรือ
3. ส่วนลำเรือ: มีลวดลายหลากหลาย เช่น ลายไทย ลายเครือเถา ลายดอกไม้ ลายพื้นบ้าน ลายแบบจีน ลายแบบมุสลิม ลายอาหรับรูปทรงเรขาคณิต
นอกจากนี้ ยังมีการผสมผสานลวดลายใหม่ ๆ เข้าไปด้วย เช่น ลายผ้าปาเต๊ะ หรือลวดลายร่วมสมัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาและปรับตัวของศิลปะพื้นบ้านนี้
.
การเลือกลวดลายนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของเรือ ทำให้แต่ละลำอาจมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้จะยังคงรูปแบบดั้งเดิมไว้ การสร้างสรรค์ลวดลายบนเรือกอและยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาของศิลปะพื้นบ้านนี้

