รู้หรือไม่ “เกาเหลา” มาจากคำที่คนไทยเรียกเพี้ยน!

หากพูดถึงเกาเหลาก็ต้องมาคู่กับก๋วยเตี๋ยว อาหารที่ไม่มีเส้นจะทานกับข้าวสวยร้อน ๆ หรือทานเปล่า ๆ ก็อร่อยไม่แพ้กัน
.
เกาเหลา เป็นคำภาษาจีน โดยคำว่า “เหลา” หมายถึง หอหรือตึกสูง ซึ่งในบริบททั่วไปจะใช้เรียกร้านอาหารหรือภัตตาคารจีนในสมัยก่อน และที่ภัตตาคารจีนจะมีเมนูแกงจืดชนิดหนึ่งที่ใส่เครื่องในสัตว์ ผัก ทำให้เวลาจะไปทานอาหารที่ร้านอาหารจีนก็จะพูดว่า “ไปกินเหลา” ทำให้เรียกแกงจืดที่ขายบนเหลาว่ากินเหลาไปด้วย และเพี้ยนมาจนกลายเป็นเกาเหลานั่นเอง ดังนั้น หากไปหาเมนูเกาเหลาที่จีนก็คงจะไม่มีชื่อเมนูนี้อย่างแน่นอน
.
แล้วคนไทยเริ่มรู้จักเกาเหลาตั้งแต่ตอนไหน?
.
บทบาทสำคัญของเกาเหลาเริ่มมีให้เห็นจากภายในราชสำนักสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีการจัดตั้งเจ้ากรมเกาเหลาจีนขึ้นเพื่อให้ดูแลวิธีการทำเครื่องในสัตว์ให้สุกและสะอาดไม่มีกลิ่นคาวเพราะคนไทยยังไม่ชำนาญการทำอาหารชนิดดีพอนัก โดยเหตุผลที่ให้ความสำคัญกับเกาเหลาเป็นพิเศษเพราะทรงมีรับสั่งให้การทำบุญถวายพระสงฆ์ในวันตรุษจีนเปลี่ยนเมนูจากขนมจีนเป็นเกาเหลา เพราะมองว่าขนมจีนไม่ใช่อาหารจีนจริง ๆ นั่นเอง
.
คนไทยชาวบ้านในสมัยก่อนไม่ค่อยกล้าทานเกาเหลานักเพราะเป็นอาหารราคาแพงเลยทำให้มีแต่คนจีนที่ทาน แต่ภายหลังคนไทยนิยมทานข้าวนอกบ้านจึงหันมาทานเหลา (เหลา = ร้านอาหาร) กันมากขึ้น โดยสมัยก่อนยังไม่มีคำว่าภัตตาคารเลยจะเรียกร้านอาหารว่า ห้อยเทียนเหลา ขี่จันเหลา นั่นเอง
.
#จานโปรด#เกาเหลา

ขอขอบคุณอ้างอิง: หนังสือ “วันก่อนคืนเก่า ชีวิตเมืองไทยสมัยบ้านยังดีเมืองยังงาม” โดย ส.พลายน้อย (ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์)