ถ้าพูดถึงอีกหนึ่งซีฟู้ดราคาแพงและถูกมองว่าเป็นอาหารหรู นอกจากหอยนางรมที่ได้เคยกล่าวไปแล้วก็ยังมี “กุ้งล็อบสเตอร์” กุ้งไซส์บิ๊ก และเป็นสัตว์ในกลุ่มครัสเตเชียนที่มีอายุขัยยืนยาวที่สุด(หรืออาจจะน้อยที่สุดเพราะโดยจับกิน) แต่กว่าที่กุ้งล็อบสเตอร์ จะมามามีราคาแพงหูฉี่ขนาดนี้ได้ นั้นมันก็มีประวัติที่คล้าย ๆ กันกับหอยนางรม.“แมลงสาบแห่งท้องทะเล” หรือ “เนื้อไก่ของผู้ยากไร้” ล้วนแต่เป็นชื่อที่ถูกนำมาใช้เรียกขานเจ้ากุ้งยักษ์นี้ โดยในอาณานิคมอเมริกาช่วงศตวรรษที่ 18 นับว่าเป็นยุคทองของกุ้งล็อบสเตอร์ที่ขยายพันธ์ุมากมายรายรอบชายฝั่งรัฐแมสซาซูเซสต์.โดยจำนวนที่มากมายของมันทำให้มันถูกใช้ทำปุ๋ยเพื่อการเกษตร อีกทั้งยังถูกใช้เพื่อเป็นอาหารของนักโทษและทาส โดยมองว่ามันเป็นอาหารราคาถูกที่กินได้ และลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูคนเหล่านี้ อีกทั้งมันยังไม่ได้เป็นอาหารที่เลิศรสอะไรขนาดนั้นสำหรับคนในศตวรรษที่ 18.แล้วล็อบสเตอร์ก้าวกระโดดมาเป็นอาหารหรูราคาแพงได้อย่างไรกัน? อันที่จริงสาเหตุที่คนในศตวรรษที่ 18 บอกว่าล็อบเสตอร์ไม่อร่อยนั้นเป็นเพราะกรรมวิธีการปรุงที่ผิด เพราะองค์ความรู้ในสมัยนั้นได้นำกุ้งล็อบเสตอร์มาประกอบอาหารด้วยวิธีเดียวกันกับการประกอบอาหารด้วยเนื้อสัตว์อื่น ๆ คือ ต้องตายก่อนถึงจะนำมาทำอาหาร.ทว่าสำหรับล็อบสเตอร์นั้น เมื่อมันตายมันจะปล่อยเอนไซม์ออกมา ทำให้กุ้งล็อบสเตอร์มันไม่อร่อย โดยวิธีที่จะกินให้อร่อยคือต้องต้มล็อบสเตอร์ทั้งเป็น ซึ่งผู้ริเริ่มทำให้กุ้งล็อบสเตอร์กลายเป็นของหรูของอร่อยก็คือพนักงานบนรถไฟ.เมื่อคนอเมริกันมีรถไฟใช้ เวลาที่ต้องเดินทางนาน ๆ ข้ามรัฐ บนรถไฟก็จะมีการเสิร์ฟอาหารให้กับผู้โดยสาร ทำให้ความนิยมของกุ้งล็อบสเตอร์ก็เพิ่มขึ้นมา พร้อม ๆ กับราคาที่สูงขึ้นจนกลายเป็นอาหารหรูไปโดยปริยาย ซึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเอง ล็อบสเตอร์ก็ถูกใช้เป็นเนื้อกระป๋องสำหรับทหารด้วย.การนำกุ้งล็อบสเตอร์มาประกอบอาหารมีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่องเพื่อวิธีทำให้ล็อบสเตอร์เป็นเมนูชั้นยอด แต่ในขณะเดียวกันความต้องการซื้อล็อบสเตอร์ก็มากขึ้นตาม ในท้ายที่สุดแล้วจึงได้แต่หาหนทางช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ล็อบสเตอร์สูญพันธ์ไปจนเป็นตราบาปอีกหนึ่งเรื่องของวัฒนธรรมอาหาร.
อ้างอิง:https://www.capeporpoiselobster.com/a-brief-history-of…/

