บ้านโบราณสีเขียวที่ซ่อนตัวย่านปทุมวัน หรือย่านวังใหม่ซึ่งเกิดขึ้นมาเป็นหมู่พระราชวังของพระบรมศานุวงศ์นอกกำแพงพระนคร และพื้นที่บางส่วนในย่านดังกล่าวก็ถูกจัดสรรปันส่วนให้เป็นที่ตั้งบ้านพักของเหล่าขุนนาง ข้าราชการและเหล่าข้าราชบริพารต่าง ๆ ด้วย
โดยหนึ่งในนั้นเป็นบ้านโบราณที่ยังคงตกทอดมาถึงปัจจุบันก็ได้แก่บ้านของ “พระยาศรีธรรมาธิราช” เสนาบดีคนสำคัญที่ถวายงานรับใช้ให้กับพระเจ้าอยู่หัวถึง 2 รัชกาลด้วยกัน ก่อนที่จะขายเรือนแก่พระคลังข้างที่และกลายเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และถูกเช่าเพื่อใช้เป็นที่ตั้งของสถานศึกษานาม “โรงเรียนสีหบุตรบำรุง” ก่อนที่จะมีการอนุรักษ์ครั้งใหญ่ให้เป็นอาคารอนุรักษ์สำคัญในย่านปทุมวัน
และนี่ก็เป็นอีกคราหนึ่งที่ #ที่โปรด จะพาทุกท่านเปิดกลอนประตูเข้าไปดูความงามของ “เรือนพระยาศรีธรรมาธิราช” อาคารที่เป็นทั้งบ้าน โรงเรียน และพิพิธภัณฑ์อันทรงคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
.
เรือนทรงยุโรปก่ออิฐถือปูนนี้สันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นมาในช่วงรัชกาลที่ 6 โดยเป็นบ้านของพระยาศีธรรมาธิราช (เจิม บุณยรัตพันธุ์) ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในแผ่นดินของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นข้าราชการที่มีอุปนิสัยแนวคิดที่ก้าวหน้าอันสะท้อนให้เห็นผ่านความ “ล้ำ” ของบ้านพักที่ท่านสร้างขึ้นมา
.
ตัวเรือนถูกออกแบบมาให้เป็นอาคารสองชั้นในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างตะวันตก มีการจัดวางเพื่อรับแสงแดดและลมตามหลักสถาปัตยกรรมทั่วไป อีกทั้งยังยกพื้นคอนกรีตสูงขึ้นมาตามสมัยนิยม ซึ่งพื้นคอนกรีตนี้เองทำให้มีความเย็นและความชื้นจากพื้นดินทำให้ไม่อบอ้าวนัก โดยที่ประตูทางเข้าไปในตัวบ้านปรากฏเป็นปูนปั้นรูปศีรษะม้า ภายในโถงกลางปูพื้นด้วยวัสดุที่หลากหลายทั้งไม้และกระเบื้อง ที่ชั้นสองถูกแบ่งเป็นห้องใช้สอยห้าห้องเรียงกัน มีระเบียงให้สามารถเดินเข้าถึงห้องทั้ง 5 ได้สะดวก
.
ไฮไลท์สำคัญของเรือนพระยาศรีธรรมาธิราชนั้นอยู่ที่ส่วนของจิตรกรรมฝาผนังแบบตะวันตกที่ดูลึกล้ำ อาทิโถงกลางชั้นสองที่มีภาพวาดของนกยูงอยู่เหนือประตูทุกบาน โดยเป็นนกยูงสองตัววางอยู่ขนาบข้างของพื้นที่วงกลมที่มีพวงหวีดอยู่ภายใน
ซึ่งตามคติของตะวันตกนั้น ทั้งวงกลมและนกยูงล้วนแต่เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นอมตะทั้งสิ้น แต่ในขณะเดียวกันนกยูงก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของการโอ้อวดและความเย่อหยิ่งอีกด้วย ที่เบื้องหลังของนกยูงทั้งสองปรากฏเป็นช่อกุหลาบซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะและความทะนงตนอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจที่มีการใส่สัญลักษณ์แฝงต่าง ๆ เหล่านี้เอาไว้
.
นอกเหนือจากในโถงกลางชั้นสองแล้ว ที่คอสองของผนังห้องอื่น ๆ ก็ยังปรากฏลวดลายต่าง ๆ เช่นลายมงคลจีน ลายหม้อปูรณฆฏะซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นต้น การผสมผสานของงานศิลปะหลากหลายรูปแบบนี้เอกก็สะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมของเจ้าของบ้านที่มีความหัวก้าวหน้าและชื่นชอบความเป็นตะวันตกอยู่ไม่น้อย
ซึ่งนอกจากจิตรกรรมแล้วยังปรากฏงานแกะสลักหินอ่อนเป็นรูปชายหญิงชาวสเปนที่กำลังร่ายรำ และรูปเรื่องเล่าต่าง ๆ อีกหลายเรื่อง ส่วนตอนบนของผนังเองก็มีการเจาะช่องเหมือนงานยุโรป ทว่าลวดลายที่เกิดจากการเจาะช่องนั้นกลับกลายเป็นลายจีน รวมไปถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ของบ้านก็มีการแกะสลักเช่น ลูกกรงบันได เชิงชาย ค้ำยัน ต่างถูกแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ความผสมปนเปนี้เองก็สะท้อนให้เห็นถึงความชอบหลาย ๆ ชอบของเจ้าของบ้านด้วย
ที่จั่วมุขของอาคารก็มีลักษณะเป็นหลังคาทรงจั่วปาดยอดที่เรียกกันว่า Jerkinhead Roof ซึ่งมีความลาดชันมากจนมีพื้นที่ที่สามารถทำเป็นห้องใต้หลังคาได้ ดูทันสมัย กระเบื้องมุงหลังคาก็ยังเป็นกระเบื้องซีเมนต์ยกลอนเดียวซึ่งไม่พบเห็นมาก่อนในสถาปัตยกรรมยุคเดียวกัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของบ้าน
การผสมผสานของหลากหลายวัฒนธรรม ศิลปะ และสถาปัตยกรรม จากหลากหลายสกุลช่าง ทำให้คำกล่าวในจดหมายสาส์นสมเด็จของสมเด็จกรมพระยานริศฯ และสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ที่กล่าวว่าพระยาศรีธรรมาธิราชนั้นเป็นคนแปลกที่ชอบหาของแปลก ๆ มา เป็นคำพูดที่ดูเชื่อถือได้อย่างแน่นอนเมื่อได้เห็นสถาปัตยกรรมบ้านของท่าน สมคำกล่าวที่ว่า “ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ตามใจผู้นอน” บ้านย่อมเป็นอีกหนึ่งผลงานที่สามารถสะท้อนได้ถึงความชอบ และสิ่งที่ถูกใจเจ้าของบ้านได้อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าภายนอกของ “เรือนเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช” อาจจะไม่ได้ดูหวือหวา ทว่าภายในเรือนของท่านผู้นี้นั้นกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่ซ่อนอยู่ภายใน เป็นความอลังการอันเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้พบเห็น



อ้างอิง:
เผ่าทอง ทองเจือ, ชมบ้านโบราณ ชิมของอร่อย.
ขอบพระคุณภาพจากเฟสบุ๊ค: สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และหนังสือชมบ้านโบราณ ชิมของอร่อย

