เมื่อพูดถึง “วันวิสาขบูชา” ![]()
หลายคนคงนึกถึงการเวียนเทียนตอนค่ำ
การใส่บาตรในตอนเช้า หรือการไปวัดทำบุญตามปกติ
.
แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีพิธีอีกหนึ่งอย่างที่งดงาม ลึกซึ้ง และมีรากเหง้าจากราชสำนักไทย คือ “พิธีถวายโคมตรา วิสาขปุรณมีบูชา” ![]()
![]()
.
พิธีนี้มีความหมายลึกซึ้ง เพราะ “โคม”
คือ แสงสว่างทางธรรม ส่วน “ตรา” คือ สัญลักษณ์แทนบุคคลหรือหน่วยงาน พอรวมกันก็เป็น “โคมตรา” โคมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยมักมีลวดลายเป็นรูปสัตว์หรือสัญลักษณ์ประจำองค์กร เช่น โคมตรารูปราชสีห์ของกระทรวงมหาดไทย
หรือโคมตรารูปคชสีห์ของกระทรวงกลาโหม ![]()
.
พิธีถวายโคมตรานั้นมีมาตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
โดยทรงให้รื้อฟื้นประเพณีวิสาขบูชาที่เคยมีในยุคสุโขทัยให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง มีทั้งการตั้งโต๊ะหมู่บูชา ประดับดอกไม้สด
จุดเทียน
แขวนโคมรอบพระอุโบสถ
.
ต่อมาในสมัย รัชกาลที่ 4
พระองค์ทรงโปรดให้มีการตั้งโต๊ะเครื่องบูชารอบระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และ เปิดโอกาสให้ข้าราชการทุกระดับร่วมถวายโคมตรา เพื่อแสดงความศรัทธาอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังมีการจัด ประกวดโคมตราพร้อมรางวัลพระราชทาน เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจิตศรัทธา ![]()
.
ประเพณีนี้ดำเนินสืบต่อในรัชกาลที่ 5 และที่ 6 จนกระทั่งใน พ.ศ. 2513 กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้ กรมศิลปากรเป็นผู้ดูแลการจัดทำโคมสำหรับพิธีบูชาวิสาขบูชาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
.
แม้รูปแบบของ โคมตรา จะเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา แต่สาระสำคัญยังคงอยู่ครบ นั่นคือ “แสงสว่างแห่งธรรม” ![]()
ที่คนไทยตั้งใจถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อรำลึกถึงวาระ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันเพ็ญเดือนหก
.
วันนี้ ไม่ใช่แค่วันไปเวียนเทียนธรรมดาอีกต่อไป แต่มันคือวันแห่งแสงศรัทธา ที่ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ ศิลปะ และพุทธศาสนาไว้ในแสงโคมงามที่สะท้อนความศรัทธาของคนไทยมายาวนานกว่าร้อยปี

