ถ้าพูดถึงขนมไทยเก่าแก่ที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จัก ชื่อของ “ขนมเบื้อง” ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งที่นิยมกินกันทั้งบ้านทั้งเมือง ซึ่งก็ปรากฏอยู่ในวรรณคดีหลายต่อหลายเรื่อง เช่นในพระราชพิธีสิบสองเดือนตามกฏมณเฑียรบาล ก็มีการกล่าวถึงขนมชนิดนี้ในฐานะสิ่งสำคัญในพระราชพิธีเดือนอ้ายที่มีชื่อว่า “การพระราชกุศลเลี้ยงขนมเบื้อง”.กล่าวกันว่าขนมเบื้องนี้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่อย่างไรก็ดียังคงมีข้อสงสัยในความไทยแท้ของขนมเบื้อง เพราะโดยปกติขนมไทยแท้ไม่นิยมใช้ไข่ซึ่งเป็นของคาวมาทำขนม ประกอบกับที่มีการกล่าวถึงขนมเบื้องในพุทธประวัติจึงสันนิษฐานว่าขนมเบื้องนี้มีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย ในสมัยอยุธยาได้มีปรากฏชื่อของขนมเบื้องในคำให้การขุนหลวงหาวัด และมีการกล่าวถึงในพระราชพิธี 12 เดือนที่เขียนอธิบายในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกล่าวว่าเป็นพระราชพิธีที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงเก่า ที่จะปรุงขนมเบื้องโดยฝ่ายในเพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่.แต่ทำไมพระราชกุศลเลี้ยงขนมเบื้องถึงต้องทำในเดือนอ้ายล่ะ? สาเหตุก็เป็นเพราะว่าเดือนอ้ายเป็นเดือนที่มีกุ้งในแม่น้ำเยอะที่สุด โดยกุ้งเหล่านี้เองที่เป็นวัตถุดิบในการนำมาทำขนมเบื้องหน้าเค็ม ซึ่งในอดีตจะใช้เนื้อกุ้งแม่น้ำผสมมันกุ้งสับละเอียดให้เข้ากัน ในขณะที่หน้าหวานจะใช้ไข่มาตีกับน้ำตาลทรายและละเลงบนหน้าขนมเบื้อง ทั้งสองหน้าจะปิดท้ายโดยการโรยมะพร้าวขูดฝอยแล้วจึงพับทบเป็นอันเสร็จ.การละเลงขนมเบื้องนั้นนับว่าต้องใช้ฝีมือที่ประณีตมาก ๆ ในการละเลงขนมเบื้องให้บาง ไม่ให้หนาเกินไปดังที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนที่สร้อยฟ้ากับศรีมาลาทำขนมเบื้องเลี้ยงพลายชุมพล ซึ่งนางสร้อยฟ้าละเลงแผ่นหนาเกินไปจนนางทองประศรีบ่นยับทำให้นางสร้อยฟ้าน้อยใจหนีขึ้นเรือน.นอกจากนี้แล้วขนมเบื้องยังอยู่คู่กับสังคมไทยมาจนเป็นวิถีชีวิตดังที่มีการนำมาใช้ในการเปรียบเทียบเป็นสำนวนว่า “ละเลงขนมเบื้องด้วยปาก” ที่แปลว่า ดีแต่พูด แต่ทำจริงไม่ได้ ซึ่งการที่ขนมเบื้องอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนานนี้ทำให้ขนมเบื้องได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติในปี 2556 ด้วย

