ถ้าพูดถึง “บุหงารำไป” หลายคนอาจนึกถึงถุงผ้าเล็ก ๆ ที่มีกลิ่นหอมของดอกไม้ แต่จริง ๆ แล้วเครื่องหอมชนิดนี้มีเรื่องราวอยู่ไม่น้อย เพราะอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน ตั้งแต่ในราชสำนัก ไปจนถึงงานพิธีและชีวิตประจำวันของคนทั่วไป
.
บุหงารำไปเป็นเครื่องหอมที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และมีการกล่าวถึงไว้ใน กาพย์เห่เรือ บทเห่ชมไม้ ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ด้วย
.
ชื่อ “บุหงารำไป” เองก็มีความหมายตรงกับสิ่งที่อยู่ข้างใน โดยคำว่า
“บุหงา” หมายถึง “ดอกไม้”
“รำไป” หมายถึง “เบ็ดเตล็ด หรือหลายชนิด”
เมื่อรวมกันจึงหมายถึงดอกไม้หอมหลากหลายชนิดที่นำมาผสมผสานกัน กลายเป็นเครื่องหอมที่มีเอกลักษณ์ทั้งในเรื่องกลิ่นและรูปลักษณ์
.
บุหงารำไปทำจากกลีบดอกไม้หอม เช่น มะลิ พิกุล กระดังงาไทย กุหลาบมอญ รวมถึงดอกไม้หอมชนิดอื่น ๆ โดยการปรุงบุหงาเริ่มได้รับความนิยมในราชสำนักไทย และมาถึงช่วงที่เครื่องหอมไทยเฟื่องฟูอย่างมากใน สมัยรัชกาลที่ 5
.
จากเดิมที่เป็นเครื่องหอมของชาววัง ความนิยมค่อย ๆ แพร่สู่คนทั่วไป และบุหงารำไปก็ถูกนำไปใช้เป็น ของชำร่วยและของที่ระลึกในงานพิธีมงคล รวมถึงงานเฉลิมฉลองของเชื้อพระวงศ์และเจ้านายชั้นสูง
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ แต่ละวังต่างมีเคล็ดลับในการปรุงกลิ่นเฉพาะตัว ทำให้การทำบุหงารำไปแบบชาววังกลายเป็นศาสตร์การปรุงกลิ่นที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความละเอียดอ่อน และประสบการณ์
.
เบื้องหลังกลิ่นหอมละมุนไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่ต้องค่อย ๆ สร้างกลิ่นผ่านกระบวนการที่พิถีพิถัน เริ่มจากนำ ดอกไม้สดมาล้างให้สะอาด เด็ดกลีบอย่างเบามือ แล้วนำไปตากจนแห้งสนิท จากนั้นจึงนำกลีบดอกไม้แห้งมา อบร่ำควันเทียน 3–4 รอบ เพื่อให้กลิ่นเทียนซึมเข้าสู่กลีบดอกไม้ เมื่อได้กลิ่นตามต้องการ จึง พรมด้วยน้ำปรุง ซึ่งเป็นน้ำหอมแบบไทยที่ปรุงจากพืชและดอกไม้หลากชนิด ก่อนเติม พิมเสนแท้เพื่อเพิ่มความหอมสดชื่น
.
ขั้นตอนสุดท้ายคือบรรจุบุหงาที่ปรุงเสร็จแล้วลงใน ถุงผ้าลูกไม้ กลายเป็นเครื่องหอมชิ้นเล็ก ๆ ที่ทั้งสวยและมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ความแตกต่างที่น่าสนใจคือ บุหงารำไปแบบโบราณไม่ได้เน้นสีสันสดใส เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสีของกลีบดอกไม้จะค่อย ๆ ซีดลง เหลือไว้เพียง กลิ่นหอมที่ยังคงอยู่
.
ในอดีต บุหงารำไปไม่ได้ถูกทำขึ้นเพื่อวางประดับเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คนไทยนิยมนำบุหงารำไปไปเป็นส่วนผสมของเครื่องหอมชนิดอื่น ๆ เช่น น้ำอบ น้ำปรุง และแป้งร่ำ รวมถึงนำไปวางไว้ในหีบเก็บเสื้อผ้า เพื่อช่วยให้ผ้ามีกลิ่นหอมติดอยู่เป็นเวลานาน
นอกจากนี้ บุหงารำไปยังถูกนำไปใช้ใน งานพิธีมงคล พิธีรดน้ำดำหัว และประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทำให้กลิ่นหอมชนิดนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีไทยในหลายช่วงเวลาของชีวิต
.
ปัจจุบันบางรูปแบบมีการย้อมสีดอกไม้ให้ดูสดขึ้น และเติมน้ำมันหอมระเหยเพื่อเพิ่มความหอม นอกจากนี้ยังถูกนำมามอบเป็น ของชำร่วยในงานแต่งงาน ของที่ระลึกในโอกาสพิเศษ และใช้ตกแต่งบ้าน โดยทั้งคนไทยและชาวต่างชาตินิยมนำไปวางไว้ตามมุมต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศหอมละมุนและผ่อนคลาย
จึงไม่น่าแปลกที่ “บุหงารำไป” จะเป็นเหมือน กลิ่นที่บันทึกเรื่องราวของวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่ในราชสำนักไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คน
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank

