การถามความสมัครใจของคู่บ่าวสาว การลงชื่อในทะเบียนสมรส ของชำร่วยสำหรับแขก หรือแม้แต่การลอดซุ้มกระบี่ ล้วนเป็นภาพที่หลายท่านอาจคุ้นเคยกันดีในงานแต่งงานทุกวันนี้ แต่หากย้อนกลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน สิ่งเหล่านี้กลับเป็นธรรมเนียมแปลกใหม่สำหรับสังคมสยาม และครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นพร้อมกันในงานอภิเษกสมรสของเจ้านายหนุ่มสาวคู่หนึ่ง
.
เจ้านายทั้งสองพระองค์นั้นคือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา หรือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ในเวลาต่อมา กับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ พระชายาผู้ต่อมาคือสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
.
อันที่จริงการแต่งงานของเจ้านายในราชสำนักสยามมีมาแต่เดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านั้นยังไม่ได้เรียกงานในลักษณะนี้ว่า “พระราชพิธีอภิเษกสมรส” อย่างที่เราคุ้นเคยกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ทรงสมรสกับหม่อมเจ้าทิพยสัมพันธ์ ก็เรียกกันว่า “งานมงคล” และมีพระราชพิธีหลั่งน้ำพระมหาสังข์ตามแบบไทยประเพณี
.
คำว่า “พระราชพิธีอภิเษกสมรส” และรูปแบบพิธีที่นำธรรมเนียมตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับราชประเพณีไทย เพิ่งปรากฏอย่างเด่นชัดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชพิธีของเจ้าฟ้าประชาธิปกกับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีก็ถือเป็นครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง
.
ความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์เริ่มต้นขึ้นหลังเจ้าฟ้าประชาธิปกเสด็จนิวัติกลับจากการศึกษาในประเทศอังกฤษ พระองค์มักเสด็จไปเฝ้าสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี ณ พระราชวังพญาไทอยู่เสมอ จึงมีโอกาสได้ทรงรู้จักและร่วมกิจกรรมกับพระประยูรญาติ รวมถึงหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี
.
ด้วยความที่ทั้งสองพระองค์ได้พบปะและตามเสด็จร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง ความคุ้นเคยจึงค่อย ๆ พัฒนาเป็นความผูกพัน กระทั่งภายหลังเจ้าฟ้าประชาธิปกทรงผนวชและลาสิกขาแล้ว จึงมีพระหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี
.
พระราชพิธีจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน และน่าสนใจว่า งานอภิเษกสมรสครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียง “ครั้งแรก” ในแง่ของชื่อพระราชพิธีเท่านั้น แต่ยังนำธรรมเนียมใหม่อีกหลายอย่างเข้ามาปรากฏในงานแต่งงานของสยามด้วย
.
หนึ่งในสิ่งที่แปลกใหม่ที่สุดคือ “การสอบถามความสมัครใจของคู่สมรส”
.
หากเราคุ้นเคยกับพิธีแต่งงานแบบตะวันตก ภาพของบาทหลวงหรือผู้ประกอบพิธีถามเจ้าบ่าวและเจ้าสาวว่ายินยอมรับอีกฝ่ายเป็นคู่สมรสหรือไม่ อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับสยามในเวลานั้น นี่ถือเป็นธรรมเนียมใหม่ ในพระราชพิธีครั้งนั้น มหาเสวกโท พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถามความสมัครพระทัยของคู่สมรส ก่อนที่พิธีจะดำเนินต่อไปด้วยการรดน้ำพระมหาสังข์ตามแบบไทยประเพณี
.
ถัดมาคือสิ่งที่เป็นต้นเค้าของ “การจดทะเบียนสมรส”
.
เจ้าฟ้าประชาธิปกและหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีทรงลงพระนามในทะเบียนเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมวงศ์อีก 12 พระองค์ที่ร่วมลงพระนามเป็นพยาน ทะเบียนฉบับนี้จึงได้รับการกล่าวถึงในฐานะทะเบียนสมรสหมายเลข 1 และเป็นหลักฐานสำคัญของแนวคิดเรื่องการรับรองการสมรสอย่างเป็นทางการในสยาม
.
น่าสนใจว่าพระบรมวงศ์ทั้ง 12 พระองค์ที่ทรงลงพระนามเป็นพยาน ยังได้รับพระราชทานแหวนทองคำลงยาประดับเพชรจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นที่ระลึก จึงมักมีการกล่าวถึงแหวนเหล่านี้ว่าเป็นต้นเค้าของ “ของชำร่วย” ในงานแต่งงานอีกด้วย
.
นอกจากนี้ พระราชพิธีครั้งนี้ยังมีการ “ลอดซุ้มกระบี่” ซึ่งได้รับอิทธิพลจากธรรมเนียมการแต่งงานของนายทหารตะวันตกเข้ามาประกอบพิธีด้วย ภาพของนายทหารยกกระบี่ไขว้กันเป็นซุ้มให้คู่บ่าวสาวเดินลอดผ่าน ซึ่งทุกวันนี้เราอาจเห็นกันจนคุ้นตา จึงเคยเป็นภาพแปลกใหม่อย่างมากสำหรับผู้คนในสยามเมื่อกว่าร้อยปีก่อน
.
เมื่อมองย้อนกลับไป พระราชพิธีอภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 จึงน่าสนใจมากกว่าการเป็นงานแต่งงานของเจ้านายสองพระองค์ สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนสะท้อนถึงการรับเอาธรรมเนียมจากตะวันตกเข้ามาใช้ในวัฒนธรรมของตนเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสกาลเวลาที่เริ่มต้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งด้วย
.
เรียบเรียงโดยเพจสุดโปรด by Bangkok Bank

