อมิล กอลมเบต์ มิชชันนารีผู้มองเห็นอนาคตผ่านการศึกษา

หากเอ่ยถึงชื่อโรงเรียนชายล้วนที่มีชื่อเสียง แน่นอนว่าหลายคนอาจจะนึกถึงชื่อโรงเรียนที่แตกต่างกันไป ถ้าเป็นในกรุงเทพ ผู้คนอาจจะนึกถึงกลุ่มจตุรมิตรที่เป็นโรงเรียนชายล้วน 4 โรงเรียนในฝั่งพระนครที่มีประวัติการก่อตั้งมาอย่างยาวนาน ได้แก่โรงเรียนสวนกุหลาบ โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และโรงเรียนอัสสัมชัญ

.

ในส่วนของโรงเรียนอัสสัมชัญ นับว่าเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่เก่าแก่และมีชื่อเสียง ตลอดจนผลิตบุคลากรสำคัญมาอย่างมากมาย แต่กว่าที่อัสสัมชัญจะเดินทางมาถึงทุกวันนี้ ก็มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ที่ก่อตั้งขึ้นมาจากสายตาอันกว้างไกลของมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งที่ปรารถนาจะให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา

.

ชื่อของบาทหลวงท่านนั้นก็คือ “เอมิล ออกุสต์ กอลมเบต์”

.

❖ เอมิล กอลมเบต์

.

คุณพ่อกอลมเบต์ เกิดและเติบโตในเมืองกัป จังหวัดโอตซาลป์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ท่านเกิดมาในครอบครัวคาทอลิกที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนามาอย่างยาวนาน และส่งต่อความศรัทธามาจากรุ่นสู่รุ่น

.

ครอบครัวของคุณพ่อกอลมเบต์ได้ฝากฝังให้ท่านเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพระศาสนาจากการเป็นนักเรียนฝึกหัดในคณะนักขับร้อง ก่อนที่จะได้เข้าศึกษาต่อที่สามเณราลัยของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสที่ถนนบัก

.

อย่างไรก็ดี ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่ในขณะนั้นได้เข้าสู่ช่วงสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ทำให้ต้องหยุดเรียนไปพักใหญ่ก่อนที่จะกลับเข้าศึกษาต่อและได้บวชเป็นพระ พร้อมกับได้รับภารกิจให้เดินทางไปเผยแผ่พระศาสนาที่ดินแดนตะวันออกที่ท่านไม่เคยรู้จักอย่าง “สยามประเทศ”

.

❖ จากฝรั่งเศสสู่สยาม

.

คุณพ่อกอลมเบต์เดินทางมาถึงสยามในปี 1872 และใช้เวลาราว 2 ปีอยู่ที่บ้านเณรบางช้างก่อนที่จะเข้ามายังกรุงเทพมหานคร และไม่นานนักก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสอาสนวิหารอัสสัมชัญในปี 1875 และดำรงตำแหน่งนี้อย่างยาวนานตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

.

ในช่วงเวลาที่คุณพ่อกอลมเบต์ได้เป็นคุณพ่อเจ้าวัดนั้น อาสนวิหารอัสสัมชัญยังคงเป็นวัดเล็ก ๆ และชุมชนคริสตังในย่านนี้ยังไม่ได้มีมากนัก อย่างไรก็ดีเมื่อจำนวนคริสตังเพิ่มขึ้น คุณพ่อกอลมเบต์ก็ปรารถนาที่จะขยายอาสนวิหารแห่งนี้ให้ใหญ่ขึ้น เกิดเป็นอาสนวิหารอัสสัมชัญที่เราคุ้นตากันในปัจจุบัน

.

❖ อัสสัมชัญ จากศาสนสถาน สู่โรงเรียนเพื่อเยาวชน

.

โรงเรียน กับ วัด นับว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาไม่ว่าจะในศาสนาพุทธก็ดี หรือในศาสนาคริสต์ก็ตาม แม้ว่าแต่เดิมที่อัสสัมชัญจะมีสามเณราลัยหรือบ้านเณรที่ใช้ในการสั่งสอนผู้ที่เตรียมตัวเป็นนักบวชในคริสต์ศาสนา แต่ในส่วนของโรงเรียนประจำเขตวัดที่สอนบุคคลทั่วไปนั้นยังไม่มี

.

คุณพ่อกอลมเบต์ที่เชื่อว่าการให้ความรู้แก่เยาวชนควบคู่ไปกับการเผยแผ่คำสอนเป็นสิ่งที่จะช่วยพัฒนาและช่วยเหลือผู้คนได้มาก แนวคิดในการตั้ง “โรงเรียน” จึงเกิดขึ้นมาในปี 1877 แต่กิจการในตอนแรกเริ่มก็ไม่ได้เป็นไปด้วยดีนัก

.

ในตอนแรกโรงเรียนของคุณพ่อกอลมเบต์รับเป็นนักเรียนผู้ยากไร้ บ้างก็เป็นเด็กกำพร้าที่เป็นชาวยุโรป ก่อนที่จะขยายขอบเขตการศึกษาเปลี่ยนจากโรงเรียนประจำโบสถ์ กลายเป็น “อัสสัมชัญคอลเลจ” ที่รับนักเรียนจากหลากหลายเชื้อชาติและที่มาโดยไม่ได้ยึดติดว่าต้องเป็นคริสตังเท่านั้น

.

จากโรงเรียนที่เคยมีนักเรียนเพียงไม่กี่สิบคน อัสสัมชัญค่อย ๆ เติบโตขึ้น ได้รับการบริจาคและสนับสนุนจากพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ กลายเป็นสถาบันที่บรรดาเจ้านาย ข้าราชการ และครอบครัวชั้นนำส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษา

.

แน่นอนว่าการตั้งสถานศึกษา อาจจะเป็นตัวช่วยส่วนหนึ่งของการเผยแผ่พระศาสนา อย่างไรก็ดี ท่ามกลางกระแสของสยามประเทศที่กำลังพัฒนาและปรารถนาที่จะเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นแล้ว การตั้งโรงเรียนของคุณพ่อกอลมเบต์ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้และสามารถเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นบุคคลที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศมากมายในอนาคตด้วย

.

❖ มรดกของบาทหลวงผู้เห็นคุณประโยชน์แห่งการศึกษา

.

หลังจากที่คุณพ่อกอลมเบต์ ใช้เวลาทำงานทั้งในด้านการศึกษาและในกิจการพระศาสนามาอย่างยาวนาน สุขภาพของท่านก็เริ่มทรุดลงในช่วงปลายชีวิต และต้องเข้าพักรักษาตัวอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งในเดือนสิงหาคมปี 1933 หลังวันฉลองแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซึ่งเป็นวันสำคัญของอาสนวิหารอัสสัมชัญไม่นานนัก คุณพ่อกอลมเบต์ก็ถึงแก่มรณภาพลงในวัย 84 ปี

.

จากเด็กชายในครอบครัวที่ใกล้ชิดกับพระศาสนา สู่มิชชันนารีคนสำคัญที่เดินทางมาเผยแผ่พระศาสนาในต่างแดน กว่า 60 ปีที่คุณพ่อกอลมเบต์ได้ใช้ชีวิตในสยาม ท่านได้ฝากสิ่งต่าง ๆ เอาไว้มากกว่าโบสถ์หลังใหญ่หรือโรงเรียนเก่าแก่ แต่เป็นแนวคิดการพัฒนาสำคัญด้านการศึกษาที่มีส่วนสำคัญในการผลิตบุคลากรหลายต่อหลายคนที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ด้วย

.

เรียบเรียงโดยเพจสุดโปรด by Bangkok Bank