“สิ่งที่ข้าพเจ้าทำไปแล้วในวันนี้มีความสำคัญมาก เพราะว่าข้าพเจ้าได้สละชีวิตหนึ่งวันเป็นค่าทดแทนไปแล้ว”
ถ้อยอักษรจารึกลงบนแผ่นไม้ที่แขวนติดผนังอยู่ใต้ถุนศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณารามจำลอง กลาง “เมืองโบราณ” จังหวัดสมุทรปราการ ถ้อยคำดังกล่าวน่าจะเป็นข้อความที่อธิบายตัวตนของ “เล็ก วิริยะพันธุ์” ผู้เรียกขานตัวเองว่าเป็น “ลูกจ้างมนุษยชาติ” ได้ดีที่สุดอีกข้อความหนึ่ง
.
❖ เล็ก วิริยะพันธุ์
เล็ก วิริยะพันธุ์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2457 โดยเป็นบุตรของนายชีเซ็งและนางเต่ง เจ้าของร้านขายยาเทียนแซตึ๊ง ย่านสำเพ็ง กรุงเทพมหานคร เมื่ออายุได้ 17 ปี เล็กก็ถูกส่งไปเรียนต่อที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ ในสาขาวิชารัฐศาสตร์การปกครอง
ในวันที่ไม่มีเรียน เล็กก็ได้ใช้เวลาว่างออกเดินทางไปตามแหล่งศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งแสงสีและความทันสมัยของเซี่ยงไฮ้ และกลิ่นอายอารยธรรมเก่าที่ยังมีชีวิต ได้หล่อหลอมให้เล็กกลายเป็น “คนสองโลก” ผู้เปิดรับความทันสมัย แต่ก็ไม่ละทิ้งคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม
ทว่า เมื่ออายุได้ 20 ปี เล็กก็จำต้องเดินทางกลับมาดูใจพ่อที่ป่วยหนัก ก่อนจะรับช่วงต่อกิจการร้านยาของครอบครัวหลังการเสียชีวิตของพ่อ ซึ่งช่วงเวลานี้เองที่เขาได้รู้จักกับ “ประไพ วิริยะพานิช” ผู้ที่จะกลายมาเป็นทั้งคู่ชีวิตและกำลังสำคัญของเขาในเวลาต่อมา
.
❖ นักธุรกิจผู้ไม่เหมือนใคร
นับเป็นเรื่องแปลก ที่นักเรียนนอกเลือกที่จะหันมาทำธุรกิจแทนที่จะรับราชการ แต่ทั้งนี้ด้วยความสามารถของเขาก็ได้ทำให้คุณเล็ก สามารถเติบโตในแวดวงธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และประกอบธุรกิจหลายอย่าง ทั้งธุรกิจธนาคาร ไปจนถึงธุรกิจประกันภัยอย่าง บริษัทเอเชียพานิชยการ ซึ่งจะเติบโตกลายมาเป็นวิริยะประกันภัยในอนาคต
ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2492 คุณเล็กยังได้เข้าซื้อกิจการของบริษัทธนบุรีพานิช ตามคำขอของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งคุณเล็กได้พยายามทำกิจการของธนบุรีพานิชให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง จนได้กลายเป็นตัวแทนจำหน่ายรายแรกและรายเดียวในไทยของรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วย
ธุรกิจของ เล็ก วิริยะพันธุ์ ได้เติบโตรวดเร็ว จนเขากลายเป็นเศรษฐีอันดับต้น ๆ ก่อนวัย 40 ปี
อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะร่ำรวยมากเพียงใด ทว่าคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ก็ยังใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และสมถะ เงินที่ได้มาไม่ได้ใช้ปรนเปรอเพื่อความสุขส่วนตนเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้เพื่อตอบแทนสังคมด้วย
ซึ่งวิธีการตอบแทนสังคมของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์นั้น เขาไม่ได้ตอบแทนด้วยการสร้างโรงเรียนหรือโรงพยาบาล แต่ตอบแทนด้วยองค์ความรู้ในการอนุรักษ์และเผยแพร่ด้านศิลปวัฒนธรรมของไทยอย่างเข้มข้นด้วย
❖ “เมืองโบราณ” อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของชายชื่อ “เล็ก”
ความสนใจในด้านศิลปวัฒนธรรมมาตั้งแต่วัยหนุ่ม ได้ทำให้คุณเล็กศึกษาค้นคว้าด้านศิลปวัฒนธรรม และโบราณคดีของเมืองไทยอย่างจริงจัง จนพัฒนามาสู่แนวคิดที่อยากจะสร้าง “เมืองโบราณ” ขึ้นมา
ครั้งหนึ่งคุณเล็กเคยกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างเมืองโบราณเอาไว้ว่า
“…ข้าพเจ้าจึงอยากให้มนุษย์ร่วมโลกรู้จักประเพณีและวัฒนธรรมของเรา เพราะเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์ อย่างน้อยก็เป็นเครื่องเตือนใจของผู้ที่กำลังหลงทางในสังคมปัจจุบัน นี่คือจุดประสงค์ของข้าพเจ้าที่สร้าง “เมืองโบราณ” ขึ้น…”
แนวคิดดังกล่าวค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นเป็น “เมืองโบราณ” พื้นที่ที่รวบรวมสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และเรื่องราวจากภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งคุณเล็กค่อย ๆ สะสมที่ดินในบางปู เพื่อที่จะสร้างพื้นที่สำหรับเก็บรักษาและถ่ายทอดคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยให้คนรุ่นหลัง รวมถึงผู้คนจากต่างแดนได้รู้จัก
ที่เมืองโบราณแห่งนี้ คุณเล็กได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบและออกสำรวจสถานที่จริงด้วยตัวเอง ในยุคที่การเดินทางยังยากลำบาก และข้อมูลไม่ได้มีมากมาย ซึ่งการถ่ายภาพ การสำรวจ และการจดบันทึกของเขา ค่อย ๆ กลายเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยให้เมืองโบราณมีรายละเอียดราวกับยกโบราณสถานจริงมาตั้งไว้
ชื่อเสียงของเมืองโบราณ โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งในปี 2515 เมืองโบราณแห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นสถานที่รับรองการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ที่นี่จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นพื้นที่ที่อดีตกับปัจจุบันอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว
.
❖ มรดกชายผู้ตอบแทนสังคมด้วยความรู้
นอกเหนือจากเมืองโบราณแล้ว คุณเล็กยังมีบทบาทในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่งที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามและอลังการของสถาปัตยกรรม ทั้งปราสาทสัจธรรมที่พัทยา มาจนถึงพิพิธภัณฑ์เอราวัณที่โด่งดัง ซึ่งเป็นงานที่เริ่มเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อมากกว่าพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทั่วไป
งานด้านการตอบแทนสังคมด้วยความรู้ของคุณเล็ก ไม่ได้จบอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ แต่ยังอยู่ในงานสื่อสิ่งพิมพ์อย่างวารสารเมืองโบราณ และนิตยสารสารคดี ตลอดจนก่อตั้งมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ที่มีบทบาทในการศึกษา และสร้างองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมด้วย
เล็ก วิริยะพันธุ์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 รวมอายุ 86 ปี สิ่งต่าง ๆ ที่เขาหลงเหลือไว้ก็ยังคงเติบโตและดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เป็นงานของ “ลูกจ้างมนุษยชาติ” ที่ยังคงรับใช้สังคมและมนุษยชาติอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

