“ขันหมาก” หรือ “เชี่ยนหมาก” คือ งานศิลป์แห่งวิถีไทย ที่ใช้จัดวางอุปกรณ์กินหมากอย่าง ซองพลู เต้าปูน มีดสนาก ตลับสีผึ้ง หรือแม้แต่ตะบันหมากและเครื่องหอม
ซึ่งสื่อถึงวัฒนธรรมการต้อนรับและศักดิ์สิทธิ์ของคนไทยมาแต่โบราณ ![]()
![]()
.
วัฒนธรรมการกินหมากของชาวไทยมีมาอย่างยาวนาน น่าจะเริ่มตั้งแต่ สมัยสุโขทัย
โดยได้รับอิทธิพลจากพ่อค้าชาวอินเดีย และยังมีหลักฐานใน ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ที่กล่าวถึงป่าหมากและป่าพลู เป็นสิ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการปลูกหมากพลูในวิถีชีวิตไทยในอดีต ![]()
.
ขันหมากนั้นไม่ได้มีแค่หน้าที่ใช้งาน แต่ยังเป็น เครื่องแสดงฐานะ ของเจ้าของบ้านในอดีต บางบ้านถึงกับใช้ขันหมากที่ทำจาก ทอง เงิน ทองเหลือง หรือเครื่องเขินล้ำค่า
และแน่นอน…ยังเป็น พระเอกประจำขบวนขันหมากแต่งงาน ของฝ่ายเจ้าบ่าวอีกด้วย ![]()
![]()
.
เสน่ห์เฉพาะถิ่น “ขันหมากไม้อีสาน”
ในภาคอีสาน ขันหมากมักทำจาก ไม้มงคลในท้องถิ่น เช่น
ไม้คูณ (ความค้ำคูณ)
ไม้ยอ (เยินยอและเป็นมงคล)
ไม้มะค่า, มะเกลือ, ไม้ประดู่ (เพื่อความแข็งแรงทนทาน)
.
ลักษณะขันหมากไม้อีสาน แบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก คือ ทรงกล่องสี่เหลี่ยม ทรงแอว (หรือเอว) คล้ายพานมีขา ![]()
ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ
ปาก – แบ่งเป็นช่อง 3-4 ช่อง บางชิ้นแต่งขอบด้วยกระดูกควายหรือสังกะสี
ลำตัว – แกะสลักลวดลายทั้ง 4 ด้าน ลวดลายไม่ซ้ำ
แอว (เอว) – เชื่อมลำตัวกับขา บางชิ้นมีลิ้นชักซ่อนอยู่
ขา – ฉลุเป็นรูปทรงต่าง ๆ หรือสลักเป็นลวดลายขาอย่างประณีต
.
ลวดลายที่ใช้ส่วนใหญ่มีทั้งแบบเรขาคณิต
(ลายฟันปลา, ข้าวหลามตัด, เส้นไขว้) และลวดลายมงคล เช่น ลายเหรียญเงิน ลายประแจจีน สัญลักษณ์สวัสดิกะ รวมถึงลวดลายดอกไม้หรือแบบจักสานที่ผสมผสานจินตนาการของช่างได้อย่างน่าทึ่ง
.
การลงสีและตกแต่ง
ส่วนมากขันหมากจะลงรักสีดำหรือทาชาดสีแดง จากนั้นใช้สีสดใส เช่น ขาว เหลือง เขียว น้ำเงิน ลงสีในร่องลาย บางชิ้นประดับเปลือกหอย กระจกสี หรือแม้แต่กระดูกควาย เพิ่มความแปลกตาและคุณค่าทางศิลปะอย่างมาก
.
แต่ละชิ้นงานจึงไม่ใช่แค่ของใช้ แต่คือ งานคราฟต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทุกลวดลาย ทุกรอยแกะ ทุกการลงสีสะท้อนถึงภูมิปัญญา ความเชื่อ และความปราณีตที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นมรดกที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ![]()




