กุฏิไม้โบราณที่ไม่ได้สร้างแยกกัน แต่ถูกออกแบบให้ “เชื่อมต่อ” เพื่อใช้งานร่วมกัน กลางชุมชนบ้านกระเดียน ต.กระเดียน อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เป็นที่ตั้งของ วัดราษฎร์ประดิษฐ์ วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2370 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2470
.
วัดแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงอุโบสถหรือ “สิม” และศาลาการเปรียญหรือ “หอแจก” เท่านั้น แต่ยังมี “กุฏิลาย” อาคารไม้โบราณที่สะท้อนทั้งฝีมือช่าง และวิธีคิดเรื่องการใช้พื้นที่ของคนในอดีตได้อย่างน่าสนใจ
.
เรื่องราวของวัดผูกพันกับชุมชนบ้านกระเดียนมาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเชื่อกันว่าชุมชนก่อตั้งขึ้นจากกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายถิ่นฐาน มาจากบริเวณจังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน เมื่อช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์
.
เดิมเรียกว่า “บ้านกระเบียน” หรือกระด้งขนาดเล็ก เพราะพื้นที่แห่งนี้มีต้นไผ่อยู่มาก ชาวบ้านจึงนำไผ่มาสานเป็นเครื่องจักสานจนเป็นที่รู้จัก ก่อนชื่อจะเพี้ยนมาเป็น “บ้านกระเดียน” และใช้เรียกต่อมาจนถึงทุกวันนี้
.
ภายในวัดยังเก็บรักษาโบราณวัตถุสำคัญไว้หลายชิ้น เช่น พระพุทธรูปแกะสลักจากไม้ และหีบไม้สำหรับเก็บคัมภีร์และตำราขณะที่กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดราษฎร์ประดิษฐ์เป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2544
.
กุฏิ 3 หลัง ที่วันนี้เหลือเพียง 2 จากคำบอกเล่าของคนในชุมชน เดิม “กุฏิลาย” เคยมีถึง 3 หลัง แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ 2 หลัง เป็นอาคารไม้ใต้ถุนสูง มีเสาหลังละ 12 ต้น และหันหน้าไปทางทิศตะวันตกในทิศเดียวกับสิมและหอแจก
.
ทั้งสองหลังเป็นอาคารหลังคาทรงจั่ว ประดับองค์ประกอบแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสาน ทั้ง โหงหรือช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ ส่วนหน้าบันตกแต่งด้วยการทาสีและประดับกระจกอย่างงดงาม
.
กุฏิหลังทิศเหนือมีหน้าจั่วแบบจั่วลูกฟัก หลังคายื่นคลุมลงมาและมีปีกนกรับใต้จั่ว ส่วนกุฏิหลังทิศใต้เป็นจั่วรูปพระอาทิตย์ ทาสีและประดับกระจกเช่นกัน โดยมีปีกนกรับหลังคาถึงสามด้าน และต่อพาไลหรือเทิบยาวใต้จั่วด้านทิศตะวันตก เพื่อรองรับส่วนชานของอาคาร
.
เดิมอาคารทั้งสองมุงด้วย กระเบื้องไม้หรือแป้นเกล็ด แต่ต่อมาชาวบ้านเปลี่ยนเป็นสังกะสี ซึ่งหาได้ง่ายและราคาถูกกว่า กระทั่งการบูรณะโดยสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี ใน พ.ศ. 2556 ได้เปลี่ยนกลับมาใช้กระเบื้องไม้หรือแป้นเกล็ดตามรูปแบบเดิม
.
แล้วทำไม “กุฏิหลังหนึ่งถึงไม่มีบันได?”
นี่คือรายละเอียดที่ทำให้กุฏิลายคู่นี้น่าสนใจเป็นพิเศษ
กุฏิหลังทิศใต้ เป็นอาคารเปิดโล่ง ไม่มีผนัง มีบันไดขึ้นจากด้านหน้าได้ทั้งฝั่งทิศเหนือและทิศใต้ จึงทำหน้าที่คล้าย “เรือนชาน” ของกลุ่มเรือน ใช้สำหรับพบปะผู้มาติดต่อ หรือวางสิ่งของที่ไม่ใช่ของใช้ส่วนตัว
แต่ กุฏิหลังทิศเหนือกลับไม่มีบันไดขึ้นโดยตรง ทางเข้าอยู่ที่ประตูบริเวณกลางผนังด้านทิศใต้ ซึ่งเชื่อมต่อกับกุฏิหลังทิศใต้ หมายความว่า หากต้องการขึ้นไปยังกุฏิหลังทิศเหนือ จะต้องขึ้นบันไดผ่านกุฏิหลังทิศใต้ก่อน
เมื่อมองภาพรวม จึงเห็นได้ว่าทั้งสองหลังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นแบบต่างคนต่างอยู่ แต่ วางผังให้ทำหน้าที่ต่อเนื่องกัน
.
หากเปรียบเทียบกับเรือนไทยภาคกลาง กุฏิหลังทิศใต้ทำหน้าที่คล้ายพื้นที่ชานสำหรับต้อนรับและใช้งานร่วมกัน ขณะที่กุฏิหลังทิศเหนือมีความเป็นส่วนตัวมากกว่า
ตัวอาคารทอดยาวตามแนวตะวันออก–ตะวันตก แบ่งเป็น 3 ห้อง มีหน้าต่างด้านทิศเหนือห้องละ 1 บาน และมีช่องหน้าต่างด้านทิศตะวันออกและตะวันตกอีกด้านละ 1 บาน ผนังทั้งสี่ด้านปิดด้วย ฝาสายบัว และตกแต่งด้วยสี ทำให้พื้นที่ภายในมีความมิดชิด จึงน่าจะใช้เป็น พื้นที่จำวัดของพระภิกษุสงฆ์
.
จากไม้เพียงไม่กี่หลัง เสา 12 ต้น และทางเดินที่เชื่อมถึงกัน กุฏิลายจึงสะท้อนให้เห็นว่า คนโบราณไม่ได้คิดเพียงเรื่อง “สร้างให้สวย” แต่ยังคิดถึง การใช้พื้นที่ ความเป็นส่วนตัว และความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ส่วนรวมกับพื้นที่ส่วนบุคคล
.
และนี่คือเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่บางครั้งซ่อนเรื่องราวไว้ในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เราอาจเดินผ่านโดยไม่ทันสังเกต วัดราษฎร์ประดิษฐ์ยังมีโบราณสถานสำคัญอีกหลายหลัง รอให้เราไปทำความรู้จักและค้นหาเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในสถาปัตยกรรมเหล่านั้นต่อไป
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank

