หากมาลัยดอกไม้ที่เราคุ้นตา มักถูกใช้คล้องคอหรือถือเป็นเครื่องสักการะ “มาลัยครุย” กลับมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างออกไป เพราะนี่คือมาลัยขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อใช้สวมสะพายพาดบ่า คล้ายการห่มสไบเฉียงเมื่อแต่งกายด้วยโจงกระเบน งดงามด้วยชายอุบะที่ห้อยระย้ารอบพวง ราวกับครุยดอกไม้ที่ประดับร่างกาย
.
มาลัยครุย หรือมาลัยเปียสะพายแล่ง เป็นงานมาลัยไทยโบราณที่ต้องอาศัยทั้งความประณีต ฝีมือ และเวลาปัจจุบันนับเป็นมาลัยอีกชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ยาก ทว่าทุกส่วนของมาลัยยังสะท้อนความละเอียดอ่อนของศิลปะการร้อยดอกไม้ไทยได้อย่างน่าทึ่ง
.
มาลัยหนึ่งพวง ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
หัวใจสำคัญของมาลัยครุยอยู่ที่การนำ มาลัยกลมขนาดใหญ่ มาเป็นตัวพวง ก่อนประดับด้วยอุบะตุ้งติ้งให้ห้อยระบายโดยรอบ ทั้งด้านนอกและด้านใน จนเกิดเป็นชายครุยดอกไม้ที่มีมิติและพลิ้วไหว
.
ส่วนตัวมาลัยนิยมร้อยด้วยดอกมะลิ ดอกพุด ใบแก้ว หรือกลีบกุหลาบ จะเลือกใช้ดอกไม้ชนิดเดียวเพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอ หรือร้อยสลับดอกไม้หลายชนิด เพื่อสร้างลวดลายก็ได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบและความคิดสร้างสรรค์ของช่าง
.
ขณะที่ “อุบะ” คือส่วนประดับที่ห้อยชายลงมาจากพวงมาลัย ช่วยเติมความอ่อนช้อยให้ชิ้นงาน โดยมาลัยครุยมักใช้อุบะไทยทรงเครื่อง ซึ่งนิยมใช้ดอกรัก ดอกจำปี หรือดอกจำปา มาร้อยประกอบกันอย่างประณีต
.
เมื่อทุกองค์ประกอบมารวมกัน จึงเกิดเป็นมาลัยชายเดียวขนาดใหญ่ที่ไม่ได้มีไว้เพียงชื่นชมความงาม แต่ยังใช้เป็นเครื่องประดับสำหรับสวมสะพายได้อย่างโดดเด่น
.
เรื่องราวของมาลัยครุยมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมในราชสำนัก โดยหนังสือ วัฒนธรรมไทย ชุดการจัดดอกไม้สด กล่าวถึง เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ หรือเจ้าคุณจอมมารดาแพ ว่าเป็นผู้คิดประดิษฐ์มาลัยชนิดนี้ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5
.
ร่องรอยที่น่าสนใจยังปรากฏในหนังสือ ตำนานว่าวพนันฯ ของพระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ซึ่งกล่าวถึงการแข่งขันว่าวพนัน ณ สนามสวนดุสิตในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยผู้ชนะได้รับพระราชทานรางวัลเป็น “พวงมาลัยเปียสะพายแล่งมีอุบะห้อย”
.
เมื่อพิจารณาจากภาพประกอบในหนังสือ มาลัยดังกล่าว มีลักษณะคล้ายกับมาลัยครุยที่เรียกกันในปัจจุบัน จึงมีข้อสันนิษฐานว่า มาลัยเปียสะพายแล่ง กับมาลัยครุยอาจเป็นมาลัยชนิดเดียวกัน แม้ชื่อเรียกจะแตกต่างกันไปตามบริบท
.
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ยังมีการนำมาลัยครุยมาใช้ประกอบเครื่องแต่งกายโขน แสดงให้เห็นถึงความงามของมาลัยที่สามารถเชื่อมโยงทั้งงานดอกไม้ เครื่องแต่งกาย และศิลปะการแสดงไทยเข้าไว้ด้วยกัน
.
เบื้องหลังความอ่อนช้อยของมาลัยครุย คือ การร้อยมาลัยกลมขนาดใหญ่และการประกอบอุบะจำนวนมาก ให้เรียงตัวอย่างสมดุล ทุกขั้นตอนต้องอาศัยความชำนาญ ความอดทน ระยะเวลา และกำลังคน จึงไม่ใช่งานที่สามารถทำให้สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
.
ในวันที่มาลัยครุยพบเห็นได้ยาก งานดอกไม้ชนิดนี้จึงมีคุณค่ามากกว่าความงามภายนอก เพราะเป็นทั้งมรดกทางศิลปหัตถกรรมและหลักฐานของวัฒนธรรมการประดับกายของไทยที่สืบทอดผ่านฝีมือช่าง
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank

