สามแพร่ง: จากวังเจ้านายสู่ย่านการค้าประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ

หากใครได้ยินคำว่า “สามแพร่ง” ในห้วงความคิดก็คงจะนึกถึงทางแยกสามทางที่มีความเชื่อในเรื่องของอาถรรพ์ อันเป็นเส้นทางของภูติผี แต่สำหรับสามแพร่งที่เราจะมาพูดถึงนี้ ไม่ได้เป็น สามแพร่งในเชิงชื่ออาถรรพ์ หากแต่หมายถึงย่านประวัติศาสตร์สำคัญที่อดีตวังเจ้านายอยู่รวมกับบ้านชาวบ้านจนกลายเป็นย่านชุมชนที่มีเสน่ห์อีกแห่งหนึ่งบนเกาะรัตนโกสินทร์

สามแพร่ง เป็นชื่อย่านวังของเจ้านายสามพระองค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งสิ้น อันได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานราธิปประพันธ์พงศ์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ก่อนที่ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนผ่านวังทั้งสาม จึงทรงพระราชทานชื่อถนนตามพระนามของเจ้าของวังเดิม ได้แก่ แพร่งภูธร แพร่งนรา และแพร่งสรรพศาสตร์

แพร่งนรา หรืออดีตวังวรวรรณ เป็นที่ประทับของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ขุนวิจิตรมาตราเคยบันทึกไว้ว่าวังแห่งนี้ใหญ่โตมาก ทอดยาวจากถนนแพร่งนราจนถึงถนนอัษฎางค์ และในพื้นที่โล่งของวังยังเคยมีโรงละครปรีดาลัย ซึ่งนับเป็นโรงละครร้องแห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันวังนี้ยังคง อยู่ และเหลือพระตำหนักไม้เก่าที่ชาวชุมชนพยายามอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ซึ่ง เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนตะละภัฏศึกษา

แพร่งสรรพศาสตร์ หรืออดีตวังสรรพสาตรศุภกิจ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2444 โดยกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจซึ่งเคยตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงประพาสยุโรป งานสถาปัตยกรรมของวังนี้เล่าว่าเป็นวังที่ มีลักษณะยุโรป มาก ๆ ดังที่ขุนวิจิตรมาตราบรรยายไว้ว่าประตูทางเข้าทำเป็นช่องสูงสองชั้น ประดับด้วยกรอบโค้งครึ่งวงกลมและตุ๊กตาแหม่ม น่าเสียดายที่ใน พ.ศ. 2510 วังแห่งนี้ถูกเพลิงไหม้จนหมด เหลือเพียงซุ้มประตูริมถนนตะนาวให้เห็นเป็นพยานแห่งอดีต

แพร่งภูธร หรืออดีตวังสะพานช้างโรงสี หลังกรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์สิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 5 ทรงซื้อวังและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกแถวให้เช่าแทน นับเป็นรูปแบบใหม่ของการพัฒนาพื้นที่วังในยุคนั้น ปัจจุบันใจกลางแพร่งภูธรยังคงเป็นลานสาธารณะ และยังมีสถานีอนามัย “สุขุมาลอนามัย” ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2471 โดยพระดำริของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าเรื่องสถาปัตยกรรมคือรูปแบบการพัฒนาที่ดินที่เกิดขึ้น เจ้านายแต่ละพระองค์ต่างสร้างตึกแถวในพื้นที่วังเพื่อปล่อยเช่า สร้างรายได้ให้แก่ตน ก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะทรงสานต่อแนวคิดนี้ จนสามแพร่งกลายเป็นย่านพาณิชยกรรมที่คึกคักในเวลาต่อมา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ย่านนี้ยิ่งเติบโตขึ้นเมื่อมีการตั้งหน่วยงานราชการสำคัญในบริเวณใกล้เคียง ร้านอาหาร ร้านเครื่องแบบ เครื่องหนัง แว่นตา และสินค้าทันสมัยต่างผุดขึ้นเพื่อรองรับข้าราชการและประชาชน ซึ่งในปัจจุบันนี้ย่านนี้เป็นย่านน่าเดินมาเที่ยว และ หากมาในวันธรรมดาจะเป็นย่านที่มีของกินเยอะมาก ๆ เป็นอีกหนึ่งถนนย่านสายกินที่น่าแวะมา

#สุดโปรด#ท่องเที่ยว#ประวัติศาสตร์#สถาปัตยกรรม#ย่านนี้มีที่มา#กรุงเทพ#BBL#BangkokBank#ธนาคารกรุงเทพ