“ดอกป๊อปปี้” จากสมรภูมิโลก สู่ดอกไม้แห่งความทรงจำของทหารผ่านศึก

เรื่องราวของดอกป๊อปปี้เริ่มต้นขึ้นในช่วง สงครามโลกครั้งที่ เมื่อโลกถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายใหญ่ ฝ่ายพันธมิตร และฝ่ายเยอรมัน ทหารนับล้านต้องออกไปสู่สนามรบ หลายคนล้มตาย บาดเจ็บ หรือพิการ เพื่อแลกกับคำว่า “ชัยชนะ”

.

วันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 คือวันที่สงครามยุติลง ฝ่ายพันธมิตรเป็นผู้มีชัย ‘จอมพลเฮก’ แห่งอังกฤษ ผู้เห็นความสูญเสียของเหล่าทหารที่สละชีวิตเพื่อชาติ จึงก่อตั้งองค์กรสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และกำหนดให้วันที่ 11 พฤศจิกายน เป็น วันระลึกทหารผ่านศึก

.

แต่สิ่งที่ทำให้วันนี้มีความหมายยิ่งขึ้น คือการเลือก “ดอกป๊อปปี้สีแดง” มาเป็นสัญลักษณ์

เพราะบนสมรภูมิฟลานเดอร์สในเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ บริเวณหลุมฝังศพทหาร มีดอกป๊อปปี้ป่าขึ้นปกคลุมผืนดิน กลายเป็นทุ่งสีแดงราวกับย้ำเตือนถึงเลือดเนื้อที่สูญเสียไป

.

นับแต่นั้น ดอกป๊อปปี้จึงกลายเป็น ดอกไม้แห่งความทรงจำในอังกฤษและหลายประเทศ จะมีการจัดพิธีวันทหารผ่านศึก หรือที่รู้จักกันว่า “Poppy Day” มีการจำหน่ายดอกป๊อปปี้ประดิษฐ์ทั่วประเทศ รายได้ทั้งหมดนำไปช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัว และในระดับสากล ดอกป๊อปปี้หมายถึง “การรำลึกถึงทหารผู้พลีเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อปกป้องมาตุภูมิ”

.

สำหรับ ประเทศไทย ดอกป๊อปปี้ถูกกำหนดให้เป็นสัญลักษณ์ของ วันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปี แนวคิดนี้เกิดจากดำริของ ‘ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร’ ที่ต้องการจัดหาทุนช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัว จึงนำแบบอย่างจากต่างประเทศมาใช้ โดยเริ่มมีการจำหน่ายดอกป๊อปปี้ในไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2511

.

วันนี้ดอกป๊อปปี้อาจเป็นเพียงดอกไม้เล็ก ๆ ที่ติดอยู่บนเสื้อ แต่เบื้องหลังของมัน คือเรื่องราวของความกล้าหาญ การเสียสละและเกียรติภูมิของนักรบผู้ยอมสละทุกอย่างเพื่อแผ่นดิน