อาหารในสงคราม บางคนอาจจะนึกถึงในบริบทของเสบียงที่มีไว้เติมเต็มท้องที่ว่างเปล่าของเหล่าทหารหาญ สมดังคำที่กล่าวว่า “กองทัพเดินด้วยท้อง” แต่จะมีสักกี่ครั้งเชียวที่อาหารจะเปลี่ยนบทบาทจากเสบียงทั่วไป กลายมาเป็น “อาวุธสังหาร” กัน? และนี่ก็คือเรื่องราวของชีสสัญชาติดัตช์ที่กลายเป็นกระสุนปีนใหญ่ และสังหารทหารไปถึง 2 คนด้วยกัน
ย้อนกลับไปในปี 1841 สถานการณ์การเมืองภายในอุรุกวัยก็นับว่าระส่ำระส่ายไม่น้อย เพราะหลังจากประกาศเอกราชมา ก็พบการแก่งแย่งชิงอำนาจของขั้วการเมืองสองฝั่งคือฝั่งบลังโก และฝั่งโคโลราโด ซึ่งฝ่ายโคโลราโดก็ได้ตัดสินใจที่จะไปผูกมิตรกับจักรวรรดิบราซิล และขอยืมแรงมาประกาศสงครามกับฝั่งบลังโก เกิดเป็นสงครามกลางเมืองอุรุกวัยขึ้นมา ซึ่งหนึ่งในสมรภูมิครั้งสำคัญอย่างยุทธนาวีที่มอนเตวิเดโอ ที่ซึ่ง “ชีส” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในสมรภูมิครั้งนี้
การประจัญหน้าของเรือรบระหว่างอุรุกวัยกับบราซิลได้นำมาซึ่งการยิงปืนใหญ่โต้ตอบกันจนกระทั่งเครื่องกระสุนของอุรุวัยหมดลง ทำให้เรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ แต่แล้วกัปตันเรือ (ซึ่งเล่ากันว่าคือกัปตันโฆนาส โค ผู้บัญชาการกองทัพเรืออุรุกวัย) ได้บัญชาให้ไปหยิบเอาเสบียงของเรือซึ่งมีชีสสัญชาติดัตช์อย่าง “ชีสอีดัม” ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนแข็งอ้วนกลม มาบรรจุกระบอกปืนใหญ่และยิงตอบโต้เรือบราซิลจจนมีผู้เสียชีวิตจากกระสุนชีสนี้ 2 คน และฝ่ายบลังโกอุรุวัยได้รับชัยชนะในสมรภูมินี้ไป
ชีสอีดัม เป็นชีสกึ่งแข็งที่ผลิตขึ้นในเมืองอีดัม อันเป็นที่มาของชื่อ โดยมีลักษณะเป็นลูกทรงกลมแป้นเหมือนผลส้ม ก่อนที่จะเคลือบด้วยแว็กซ์สีแดง ซึ่งเจ้าชีสนี้ยิ่งแก่จะยิ่งแข็ง แต่อย่างไรก็ดี เรื่องเล่าที่ว่าถูกเอาไปเป็นเครื่องกระสุนในยุทธนาวีครั้งนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าเฉย ๆ โดยปรากฎบันทึกหลักฐานครั้งแรกในปี 1847 ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สงครามกลางเมืองอุรุกวัยยังคงดำเนินอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นชีสอีดัมนั้นอาจจะไม่ได้มีลักษณะเป็นลูกกลมใหญ่เหมือนกันทุกลูก จึงไม่น่าจะเป็นเครื่องกระสุนได้จริง ๆ ทำให้คนยุคหลังมองว่าอาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าขำ ๆ ในยุคสงครามก็เป็นไปได้เหมือนกัน…
.
#จานโปรด#ชีส#สงคราม#อุรุกวัย#เนเธอแลนด์#บราซิล#BBL#BangkokBank#ธนาคารกรุงเทพ

