ผ้าสมปักปูม
เป็นหนึ่งในมรดกผ้าโบราณที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและความประณีตงดงามของราชสำนักไทยในอดีต นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ผืนผ้าชนิดนี้มีความสำคัญยิ่งในฐานะ “เครื่องยศ”
ที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานแก่ขุนนางหรือผู้ที่มีบรรดาศักดิ์เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งฐานะและตำแหน่งทางสังคม ผ้าสมปักปูมถูกสวมใส่เฉพาะในพิธีสำคัญและภายในเขตพระราชวังเท่านั้น
.
ในอดีต ผ้าสมปักปูมเป็นผ้าหน้าแคบที่ต้องนำมาประกบกันสองผืนหรือที่เรียกว่า “เพลาะ”
เพื่อให้ได้ความกว้างและยาวเหมาะสมสำหรับการนุ่งโจงกระเบน กระบวนการทอและลวดลายบนผืนผ้านั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสะท้อนถึงสถานะของผู้สวมใส่ เช่น ลวดลายดอกเล็ก
ดอกกลาง
หรือดอกใหญ่ โดยองค์ประกอบของลวดลายยังอาจบ่งบอกถึงกรมกองหรือหน้าที่การงาน รวมถึงชั้นยศของขุนนาง เช่น ขุนหลวง คุณพระ หรือพระยา
.
ผ้าสมปักปูม เป็นผ้าทอมือที่ใช้เทคนิคมัดหมี่ เพื่อสร้างลวดลายอันประณีต บางผืนมีกรวยเชิงสองหรือสามชั้น รวมถึงกรวยเชิงพิเศษ การทอใช้ทักษะช่างชั้นสูงและต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้ผืนผ้าที่สมบูรณ์ วัสดุที่ใช้ทอนั้นแตกต่างไปตามสถานะ เช่น ผ้าสำหรับเจ้านายจะตกแต่งด้วยดิ้นทองหรือดิ้นเงินเพื่อเพิ่มมูลค่าและความงดงาม
.
ลักษณะเฉพาะของผ้าสมปักปูม
คือ การย้อมสีโทนหม่น เช่น สีแดงจากครั่ง ซึ่งติดทนนานและไม่ตกสี ผ้าทุกผืนจึงเหมาะสมกับทุกพิธีการสำคัญ ขอบริมผ้าทอแบบพิเศษ โดยดึงเส้นไหมชายผ้าตลบกลับเข้ามาเพื่อความคงทนและดูแลรักษาง่าย
.
ในยุครัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการแต่งกาย พระองค์ทรงประกาศยกเลิกการนุ่งสมปักปูม และเปลี่ยนไปใช้ผ้าม่วงที่นำเข้าจากจีนแทน แต่ถึงแม้จะมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการแต่งกาย ผ้าสมปักปูมยังคงถูกใช้อยู่ในกลุ่มข้าราชการบางส่วน
.
ปัจจุบัน ผ้าสมปักปูมกลายเป็นมรดกที่หาชมได้ยาก ด้วยจำนวนช่างฝีมือที่ลดลงและความรู้เกี่ยวกับผ้าชนิดนี้ที่แทบเลือนหายไปจากสังคม หากไม่มีการอนุรักษ์ ผ้าสมปักปูมอาจสูญหายไปในไม่ช้า จึงควรค่าแก่การฟื้นฟูและสืบสานให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่าและความงดงามของภูมิปัญญาไทยที่มีมาแต่อดีต

