วัดเก่าแก่สมัยอยุธยานาม “วัดทอง” แห่งนี้ที่ไปปรากฏตัวอยู่ในละครเรื่องบุษบาลุยไฟของทางช่องไทยพีบีเอสเมื่อช่องปีที่ผ่านมานับว่าเป็นอีกหนึ่งวัดย่านฝั่งธนที่มีเรื่องราวและสิ่งต่าง ๆ ในวัดที่น่าชมและน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
วัดสุวรรณาราม หรือ “วัดทอง” เป็นวัดสมัยอยุธยาตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย หรือแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า ซึ่งพอเขาสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านยุคสมัยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ โดยชื่อของวัด “ทอง” นี้ เป็นชื่อที่ผูกติดอยู่กับราชวงศ์จักรีมาอย่างเนิ่นนานดังที่ปรากฏผ่านสายตระกูลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่มีคำว่า “ทอง” ปรากฏอยู่ในพระนามมาตั้งแต่รุ่นพระปัยกาคือเจ้าพระยาวรวงษาธิราช(ขุนทอง)
ด้วยความที่ชื่อของวัดพ้องกันกับพระนามเดิมทำให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงรับเอาวัดทองแห่งนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และบูรณปฏิสังขรณ์ตลอดจนพระราชทานชื่อใหม่ให้เป็น “วัดสุวรรณาราม”
ในอดีตวัดแห่งนี้มีความพิเศษตรงที่ว่าเป็นวัดที่มีการสร้างเมรุไว้สำหรับพระราชทานเพลิงศพเจ้านายและขุนนางชั้นผู้ใหญ่โดยเฉพาะ ซึ่งเมรุนี้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเป็นผู้สร้างเอาไว้ ต้งอยู่บริเวณพื้นที่สำนักงานเขตบางกอกน้อยเก่า
ตัวพระอุโบสถของวัดสุวรรณารามมีลักษณะแบบที่รับเอามาจากอยุธยานั่นก็คือปรากฏการแอ่นสำเภาของตัวพระอุโบสถ ในส่วนของพันธสีมา ปรากฏเป็นซุ้มเสมาย่อมุมไม้สิบสองโดยเป็นรูปแบบศิลปกรรมสมัยรัชกาลที่ 3 อีกทั้งตัวของซุ้มประตูกลางเอามีลักษณะเป็นมณฑปที่มีซุ้มบันแถลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวัดนี้มีการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วย
จุดเด่นที่พลาดไม่ได้ของวัดสุวรรณารามที่ต้องมาดู ตลอดจนเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจจนไปปรากฏอยู่ในละครเรื่องบุษบาลุยไฟก็คือในส่วนของจิตรกรรมฝาผนังฝีมือครูทองอยู่ (ภาพเนมิราช) และฝีมือครูคงแป๊ะ (ภาพมโหสถ) ซึ่งเป็นจิตรกรคนสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มาเล่นประชันวาดภาพกันโดยเอาผ้าขึงกั้นไว้ตรงกลางไม่ให้มองเห็นภาพของกันและกัน เมื่อเสร็จแล้วจึงเอาผ้าออกและเผยให้เห็นความงามของภาพจิตรกรรมทั้งสอง
ภาพเนมิราชของครูทองอยู่จะมีลักษณะที่ดูแบน และนิ่ง ๆ ไม่มีมิติแต่สวยงาม ในขณะที่ภาพมโหสถของครูคงแป๊ะจะดูมีพลวัติมากกว่า มองเห็นเป็นภาพของการเคลื่อนไหวที่ดูมีมิติสมจริง อย่างไรก็ดีด้วยความที่วัดตั้งอยู่ริมคลอง ทำให้ความชื้นมีผลกระทบกับตัวจิตรกรรมค่อนข้างมาก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำการอนุรักษ์เพื่อคงรักษาผลงานสำคัญเหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไป



