“จูม็อกบับ”สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

จูม็อกบับ (주먹 밥) มาจากคำว่า จูม็อก ( 주먹) ที่แปลว่า กำปั้น และ บับ (밥) ที่แปลว่า ข้าว เมื่อรวมกันแล้วจึงหมายถึง “ข้าวปั้น”ข้าวปั้นเกาหลี เป็นอาหารง่ายๆ ที่อยู่คู่ครัวเกาหลีมาอย่างยาวนาน

ตามประวัติศาสตร์ จูม็อกบับมีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น ในยุคคามากูระ (1185-1333) ข้าวปั้นเป็นของที่ทุกคนชื่นชอบ โดยเฉพาะซามูไร เนื่องจากสะดวกต่อการพกพาไปกินเวลาไปต่อสู้

ส่วนในเกาหลี ข้าวปั้นเป็นที่นิยมในช่วงที่เกิดสงครามเกาหลี ทหารต้องเดินทางไปไกลจึงนิยมพกข้าวปั้นไปกินเนื่องจากสะดวกต่อการพกพา ซึ่งก็เป็นเหตุผลเดียวกับญี่ปุ่น เพียงแต่รูปร่างข้าวปั้นของเกาหลีจะแตกต่างจากของญี่ปุ่น ของญี่ปุ่นจะเป็นรูปสามเหลี่ยมที่เรียกว่า “โอนิกิริ” แต่ของเกาหลีจะเป็นก้อนกลมๆ พอดีคำ เรียกว่า “จูม็อกบับ” โดยในหนึ่งคำก็จะประกอบด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งจากสาหร่าย, หัวไช้เท้า,ไข่กุ้ง, มายองเนส และทูน่า

จูม็อกบับ สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเดือนพฤษภาคม ปี 1980

ในเดือนพฤษภาคม ปี 1980 มีเหตุการณ์สำคัญที่คนเกาหลีทุกคนต่างจดจำได้เป็นอย่างดีคือ “โศกนาฏกรรมสังหารหมู่ที่กวางจู” กลุ่มนักเรียนนักศึกษาและประชาชนออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร ถูกทางฝ่ายรัฐบาลใช้กองกำลังและอาวุธปราบปรามอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายนับพันคน (แม้รัฐบาลจะระบุว่ามีเพียง 165 คนก็ตาม)

ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลได้ประกาศกฎอัยการศึกขึ้น แต่ประชาชนที่ร่วมประท้วงจำนวนมากปฏิเสธที่จะถอยกลับ รัฐจึงใช้อำนาจดำเนินการรุนแรงขึ้น รวมถึงการปิดกั้นการเข้าและออกจากเมืองกวางจู

เมื่อเสบียงของประชาชนที่มาประท้วงหมดลง ชาวบ้านในแถบเมืองกวางจูและร้านค้าต่างๆ ก็ร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนผู้ที่มาประท้วง ด้วยการรวมตัวกันทำจูม็อกบับด้วยวัตถุดิบที่พอหาได้ โดยมีส่วนผสมเพิ่มรสชาติเพียงอย่างเดียวคือการโรยเกลือ
แล้วแจกจ่ายให้ประชาชนในบริเวณนั้น

ในช่วงหนึ่งสัปดาห์แห่งการต่อสู้ในกวางจู ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยฝนโปรยปราย สลับกับควันปืนที่ลอยปกคลุมไปทั่ว ยังคงมีกลุ่มชาวบ้านที่ช่วยกันแพคจูม็อกบับไว้แจกจ่ายเป็นเสบียงอย่างต่อเนื่อง ข้าวปั้นก้อนกลมๆ นี้ได้ทะลายกำแพงของทุกคนที่เข้าร่วมประท้วงจากทั่วทุกสารทิศ ไม่มีการถามไถ่ชื่อ หรือถามภูมิหลังว่าเป็นใครมาจากไหน ทุกคนล้วนแล้วแต่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเสมือนครอบครัวเดียวกันเมื่อนั่งกินข้าวปั้นด้วยกัน

ภายหลังจากเหตุการณ์สงบลงด้วยชัยชนะของผู้ประท้วง ประชาธิปไตยแบ่งบานในเกาหลีใต้และไม่กลับไปอยู่ใต้ร่มเงาเผด็จการทหารอีก กวางจูกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตย แต่ด้วยความที่ต้องติดอยู่กับปัญหาการว่างงาน สมองไหล และประชากรลดลงมาหลายทศวรรษ ทำให้กวางจูกลายเป็นเมืองที่ยากจนอันดับสองในเกาหลีใต้

ในปี 2019 กวางจูจึงตัดสินใจปรับภาพลักษณ์เมืองเสียใหม่ในเกือบทุกมิติ และมีการเพิ่มเอกลักษณ์เมนูอาหารประจำท้องถิ่นยอดนิยมขึ้นมา ซึ่งจูม็อกบับ จึงถูกเลือกเป็น 1 ใน 7 อาหารท้องถิ่นที่สื่อถึงความเป็นกวางจู และยังเป็นถือสัญลักษณ์ของความคิด จิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตยอีกด้วย