เราคงเคยคุ้นหูกับสำนวน “กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่” แล้วสำนวนนี้มีที่มาจากไหนและหมายความว่ายังไงกันแน่?

หลักฐานการระบุของสำนวนนี้ยังไม่แน่ชัด แต่ก็เป็นสำนวนที่คุ้นหูคุ้นปากคนทุกยุคสมัยซึ่งความหมายก็เปลี่ยนไปตามบริบทของสังคมไทยที่เปลี่ยนไป.คาดกันว่าที่มาของสำนวนนี้ในอดีตคือเป็นการดูถูก เย้ยหยันคนชั้นล่างของสังคมซึ่งก็คือไพร่ เพราะไพร่ในสมัยก่อนมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นยากจน อาหารการกินจะเป็นอาหารง่ายๆที่หาได้ตามธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องยากที่จะได้ทานของหวานไม่เหมือนกับชนชั้นสูง.กล่าวได้อีกว่าในสมัยก่อนน้ำตาลถือเป็นวัตถุดิบหายาก มีราคาสูง จึงต้องเป็นผู้มีเงินเท่านั้นถึงจะได้ทาน และทานเป็นสำรับของคาว ตามด้วยสำรับของหวานเพื่อล้างปาก และลดอาการ “เลี่ยน” จากของคาว.แต่ในปัจจุบัน สำนวนนี้ได้ถูกนำมาใช้ในความหมายที่ต่างจากอดีต โดยถูกใช้เพื่อเป็นข้ออ้างหรือคำพูดหยอกล้อในการทานของหวานต่อจากของคาว ยกตัวอย่างเช่น หลังกินข้าวเสร็จ เราชวนเพื่อไปกินของหวานต่อ แต่เพื่อนปฏิเสธ เราจึงบอกเพื่อนว่า “กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่นะเธอ” นั่นเอง.ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่าคนไทยมีค่านิยมที่ดีต่อ “รสหวาน” จากข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย พบว่า คนไทยกินน้ำตาลเฉลี่ยวันละ 25 ช้อนชาซึ่งมากกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ถึงกว่า 4 เท่า..

#จานโปรด #สำนวนไทย #กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่ #ของหวาน