เนื้อสด เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถเก็บเอาไว้อย่างยาวนานมากนักหากปราศจากการแปรรูปเพื่อถนอมอาหาร ซึ่งแน่นอนว่าการถนอมเนื้อให้กลายเป็นเสบียงยามฉุกเฉินก็นับว่าเป็นภูมิปัญญาที่เก่าแก่อีกอย่างหนึ่งของมนุษย์เพื่อเอาตัวรอดในวิกฤตต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว หนึ่งในภูมิปัญญาการเก็บรักษาเนื้อให้คงทนอยู่นานก็คือการตากแดดอบแห้ง จึงเป็นที่มาของเนื้ออบแห้งที่ในฝั่งตะวันตกเรียกขานกันในชื่อของ “บีฟเจอร์กี้”
ย้อนกลับไปในอดีตอันไกลโพ้น หลักฐานของการถนอมอาหารของฝั่งตะวันตกด้วยวิธีการตากเนื้อให้แห้งนั้น มีการค้นพบอยู่ในอินคา ที่ซึ่งในภาษาเกฉวนเรียกว่า “ชาร์กี้” มีลักษณะเป็นเนื้อที่ถูกฉีกหรือหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ซึ่งด้วยความบางของเนื้อก็ได้มีส่วนสำคัญในการทำให้การตากแห้งดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ยาวนาน และแห้งสนิทดีทั่วถึงกัน ซึ่งในอดีตมีการใช้เนื้อที่หลากหลาย หลัก ๆ ก็เป็นเนื้อลามะไปจนถึงเนื้ออัลปาก้า แต่ทั้งนี้เป็นไปได้ว่าบีฟเจอร์กี้ในยุคโบราณนั้นจะเป็นการตากแห้งไปทั้งชิ้นแบบที่ยังพอมีกระดูกติดอยู่ด้วย ไม่ได้เป็นเนื้อไม่มีกระดูก
ในกาลต่อมา เนื้ออบแห้งของชาวอินคาก็ได้ถูกรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินของอาณานิคมสเปนที่เข้ามาบุกเบิกอเมริกาใต้และจัดตั้งอาณานิคมขึ้นมา ซึ่งจากอาณานิคมของสเปน บีฟเจอร์กี้ก็ได้มีพัฒนาการเรื่อยมา ทั้งเดินทางไปยังยุโรป ไปจนถึงเดินทางจากทางใต้ขึ้นมายังทางเหนือซึ่งมีการใช้เนื้อวัวหรือเนื้อกระทิงในการทำ ซึ่งรูปแบบของบีฟเจอร์กี้ในปัจจุบันที่รู้จักกันนี้ สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นมาในทางรอยต่อระหว่างอเมริกากลางกับอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นของเหล่าโคบาลคนเลี้ยงวัวหรือคาวบอยนั่นเอง
ด้วยความที่มีการเลี้ยงปศุสัตว์อย่างวัว ทำให้เนื้อวัวถูกนำมาใช้ในการทำบีฟเจอร์กี้ตามแบบฉบับคาวบอยที่จะมีความเหนียว แข็ง และแห้งมาก ๆ ซึ่งกรรมวิธีการทำบีฟเจอร์กี้ของเหล่าคาวบอยในศตวรรษที่ 19 ก็มีทั้งการตากแห้งเฉย ๆ ไปจนถึงการอบเกลือรมควันก็มี ทำให้ในปัจจุบันนี้บีฟเจอร์กี้กลายเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมในอเมริกาไปจนถึงยุโรปด้วย
.
#จานโปรด#บีฟเจอร์กี้#เนื้ออบแห้ง#อินคา#อเมริกา#คาวบอย#BBL#BangkokBank#ธนาคารกรุงเทพ
ที่มาภาพ: Martin St-Amant – Wikipedia – CC-BY-SA-3.0

