กระบะมุก หรือ กี๋ญวน
มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในดินแดนสยามประเทศ โดยมีหลักฐานการทำกระบะมุกตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ราวพุทธศตวรรษที่ 22-23
.
ศิลปะแขนงนี้ได้รับอิทธิพลจากจีนและญี่ปุ่น ซึ่งมีการใช้เทคนิคการประดับมุกมาก่อนหน้านี้ ชื่อ “กี๋ญวน” สันนิษฐานว่ามาจากภาษาเวียดนาม โดย “กี๋” หมายถึงกล่องหรือหีบ
และ “ญวน” คือ คำเรียกชาวเวียดนาม สะท้อนให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ศิลปะกระบะมุกได้รับความนิยมอย่างสูง มีการผลิตเครื่องใช้ประดับมุกหลากหลายรูปแบบ ทั้งตู้ หีบ กล่อง และเครื่องเรือน นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคนิคประดับมุกในงานสถาปัตยกรรม
เช่น บานประตู หน้าต่าง ในวัดวาอารามสำคัญ
.
ลวดลายบนกระบะมุกมักสื่อถึงความเชื่อและวัฒนธรรมไทย
ลายดอกไม้และพรรณพฤกษา ![]()
: สื่อถึงความงาม ความอุดมสมบูรณ์
ลายสัตว์ในตำนาน (เช่น หงส์ มังกร)
: แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ อำนาจ และโชคลาภ
ลายเทพเจ้าและตัวละครในวรรณคดี
: สะท้อนความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรม
ลายเรขาคณิต
: แสดงถึงความเป็นระเบียบและสมดุล
ความเชื่อและตำนาน
การมีกระบะมุกไว้ในบ้านจะช่วยเสริมฮวงจุ้ย นำพาความเจริญรุ่งเรือง
เปลือกหอยมุกมีพลังในการดูดซับพลังงานลบ ช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบและเป็นมงคล
การมองดูลวดลายกระบะมุก สามารถช่วยในการทำสมาธิและผ่อนคลายจิตใจ
.
ในยุคปัจจุบัน กระบะมุกได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัย
1. เครื่องประดับ: นำเทคนิคประดับมุกมาใช้ในการทำสร้อยคอ ต่างหู กำไล
2. เครื่องใช้สำนักงาน: ผลิตปากกา นามบัตร ที่ทับกระดาษ ประดับมุก
3. เฟอร์นิเจอร์: สร้างสรรค์โต๊ะ ตู้ เก้าอี้ ที่มีการประดับตกแต่งด้วยมุก
4. ของที่ระลึก: พัฒนาสินค้าที่ระลึกขนาดเล็ก เช่น พวงกุญแจ กรอบรูป
5. งานตกแต่งภายใน: ใช้แผ่นประดับมุกในการตกแต่งผนังหรือเพดาน
.
ปัจจุบัน มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่พยายามอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปะกระบะมุก เช่น กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ศูนย์ศิลปาชีพ และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสืบทอดองค์ความรู้นี้ให้แก่คนรุ่นใหม่

