หม้อห้อม หรือ ผ้าม่อฮ่อม ศิลปะบนผืนผ้าแห่งล้านนา

หม้อห้อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม” ✨ คำขวัญจังหวัดแพร่ มีคำว่า “หม้อห้อม” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของเมืองแพร่

.

จากผืนผ้าทอมือ และกรรมวิธีการย้อมแบบดั้งเดิม หม้อห้อมในที่นี้ คือ ผ้าฝ้าย หรือ ผ้าดิบสีขาว ที่นำไปย้อมให้กลายเป็นสีกรมท่า หรือสีครามเข้ม เป็นที่นิยมและรู้จักกันคือ “เสื้อหม้อห้อม” ใส่กันได้ทั้งหญิงและชาย 🤠

.

หม้อห้อม เป็นคำในภาษาเหนือมาจากการรวมคำ 2 คำ คือคำว่า “หม้อ” และคำว่า “ห้อม” เข้าด้วยกัน

🍲 หม้อ หมายถึง ภาชนะอย่างหนึ่งที่ใช้บรรจุน้ำหรือของเหลวต่าง ๆ

🌱 ห้อม หมายถึง ชื่อพืชล้มลุกประจำถิ่นชนิดหนึ่ง ที่ชาวบ้านนำเอาลำต้น กิ่ง และใบมาหมักในน้ำ ตามกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ จะให้น้ำออกมาเป็นสีคราม

ในปัจจุบันแหล่งผลิตเสื้อผ้าหม้อฮ่อมอยู่ที่บ้านทุ่งโฮ้ง ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ เป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุด ต่อมานิยมใช้คำว่า “ม่อฮ่อม” อย่างที่คนทั่วไปใช้ เพราะ ม่อฮ่อม เป็นคำ 2 คำที่ใช้ร่วมกัน คือ มอ หรือ ม่อ มีความหมายว่า “สีมืด สีคราม” ส่วนคำว่า “ฮ่อม” หมายถึง สีครามที่ได้จากต้นฮ่อมหรือห้อม

.

เสื้อ “ม่อฮ่อม” 👕 เป็นเสื้อผ้าฝ้ายย้อมสีคราม ดำ คอกลม ผ่าอก แขนยาวหรือแขนสั้น มีทั้งแบบที่ใช้กระดุมกลัดและที่ใช้ผ้าเย็บเป็นเชือกผูก เป็นเสื้อที่ชายชาวภาคเหนือสวมใส่กันเป็นปกติในชีวิตประจำวัน

.

ปัจจุบันเสื้อม่อฮ่อม ได้เปลี่ยนแปลงพัฒนารูปแบบของเสื้อให้มีความสวยงามยิ่งขึ้น และได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วประเทศ เพราะสวมสบาย ทนทาน และราคาถูก บางครั้งบางคราวเสื้อม่อฮ่อมยังได้รับเกียรติให้เป็นเสื้อสำหรับใส่ในงานเลี้ยงอาหารในโอกาสรับรองแขกต่างบ้านต่างเมืองด้วย

.

ที่มาของม่อฮ่อม “เสื้อม่อฮ่อม” เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่จังหวัดแพร่ มาจากชนเผ่าลาวพวนที่อพยพเข้าไปอยู่ที่อำเภอเมืองแพร่ และได้เย็บเสื้อผ้าฝ้ายย้อมสีครามดำออกจำหน่ายแก่คนงานและลูกจ้างทำป่าไม้ขึ้นก่อน

.

ทว่า ได้มีคนซื้อมาสวมใส่กันแพร่หลาย ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2496 “นายไกรศรี นิมมานเหมินท์” ได้จัดงานเลี้ยงอาหารแบบขันโตกเพื่อเป็นเกียรติแก่ “ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์” และกงสุลอเมริกันขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้กำหนดให้ผู้มาร่วมงานสวมเสื้อผ้าฝ้ายคอกลมย้อมสีคราม คาดผ้าขาวม้า หลังจากงานนี้จึงมีผู้นิยมใช้เสื้อม่อฮอมกันแพร่หลายยิ่งขึ้น คนทั่วไปจึงคิดว่า เป็นเสื้อประเพณีนิยมสำหรับชายชาวล้านนา