สำหรับคนสายวรรณคดีไทยอาจจะรู้สึกคุ้นชินกับวรรคนี้จากเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างฯ ส่วนคนสายดนตรีไทยเองก็คุ้นเคยวรรคนี้ในฐานะบทร้องวรรคแรกของเพลงแขกมอญบางช้างเถา สองชั้นท่อนหนึ่ง.และคนสายประวัติศาสตร์ก็รู้สึกคุ้นชินวรรคนี้ในฐานะของภาพสะท้อนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของการกิน “หมาก” ในด้านของ “ความรัก” ที่ใช้หมากเป็นสื่อแทนใจของคนสองคนในสมัยก่อน.เหตุการณ์ของวรรคกลอนดังกล่าว พูดถึงในขณะที่ขุนแผนขึ้นมาถึงเรือนขุนช้างและพบกับนางวันทองที่นอนอยู่ในมุ้งเดียวกับขุนช้าง ขุนแผนจึงตัดพ้อออกมาถึงเมื่อยามที่ทั้งสองคนเคยอยู่ด้วยกันว่า “ตอนที่พี่เคี้ยวหมากอยู่ เจ้าอยากกินหมากพี่ก็ยังคายให้เจ้ากิน”.อาจจะฟังดูเป็นเรื่อง “อี๋โรติก” และไม่ถูกหลักอนามัยเท่าที่ควร แต่วัฒนธรรมการ “คายหมาก” ให้อีกคนนั้นเป็นสิ่งที่รับกันได้ในสมัยนั้นและพบเห็นกันทั่วไป หมากนับว่าเป็นอีกวัฒนธรรมอาหารของคนไทยที่เป็นตัวแทนของความรักในหลากหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการเจียนหมากให้กัน ซึ่งความประณีตของการเจียนหมากจีบพลูนี้เองก็เปรียบเสมือนกับการเอาใจใส่ของคู่รัก.แล้วการคายหมากให้กินมันเป็นการแสดงความรักยังไงกัน? คือเวลาที่เราเคี้ยวหมาก ในช่วงแรก ๆ มันก็ไม่ได้มีรสชาติที่ดีนัก พอเคี้ยวไปได้สักพักก่อนมันถึงจะมีรสชาติ ทำให้การคายหมากให้กินเปรียบเสมือนกับการ “ปรุง” หมากเสียจนดีก่อน เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ไม่ต้องไปเคี้ยวให้เมื่อยและรอนาน.ในขณะเดียวกันก็เปรียบเสมือนกับการสละความเอร็ดอร่อยของหมากไปให้กับผู้ที่ได้รับหมากต่อด้วย ซึ่งกลายเป็นเรื่องสุดแสนโรแมนติกของคนสมัยก่อนไปเสียอย่างนั้น โดยการคายหมากให้กินนี้ก็มีทั้งแบบคายออกมาธรรมดาไปจนถึงการป้อนหมากแบบปากต่อปาก.การคายหมากก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีการแสดงความรักของคนสมัยก่อนเช่นเดียวกันกับการเขียนจดหมายเพลงยาว ครั้นเมื่อเข้าสู่สมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามที่มีการรณรงค์ให้เลิกเคี้ยวหมาก ทำให้วัฒนธรรมของหมากในฐานะอาหารสื่อรักนี้ก็ได้หายไปจากสังคมไทยและเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมอาหารที่ตายจากไป
อ้างอิง:
https://www.matichonweekly.com/column/article_188776
https://www.thaipbspodcast.com/…/nextgenpo…/wanthong-ep2

