หม่าล่า จากอาหารของ ‘คนงานท่าเรือ’ สู่วัฒนธรรมการกินยอดฮิตในไทย

หม่าล่า จากอาหารของ ‘คนงานท่าเรือ’ สู่วัฒนธรรมการกินยอดฮิตในไทย.ทุกวันนี้หันมองไปทางไหน ก็เจอแต่ร้านหม่าล่าเต็มไปหมด มีตั้งแต่ปิ้งย่างหม่าล่าเสียบไม้ ไปจนถึงชาบูหม้อไฟหม่าล่า หม่าล่าสายพาน ด้วยรสชาติเผ็ดชาและกลิ่นหอมของเครื่องเทศ จึงทำให้หม่าล่าครองใจคนไทยที่ชอบความเผ็ดร้อนได้อย่างไม่ยาก เรียกได้ว่าเวลาไปกินหม่าล่าสายพานทีไร กินเพลินจนคิดเงินออกมาเกิน 300 – 400 บาทกันทุกคน.หม่าล่า (麻辣) มาจากคำว่า หม่า (麻) ที่แปลว่าชา และ ล่า (辣) ที่แปลว่ารสชาติเผ็ดร้อน หม่าล่าเป็นเครื่องปรุงรสของจีนชนิดหนึ่ง ทำมาจากสมุนไพรรสเผ็ดร้อนหลากหลายชนิดและเครื่องเทศมาบดและเคี่ยวน้ำมัน ประกอบไปด้วย พริกไทยเสฉวน, เต้าเจี้ยว, น้ำมันพริก, กระเทียม, ขิง, อบเชย, โป๊ยกั๊ก, ยี่หร่า และกระวานดำ ทำให้หม่าล่าจึงมีสีออกน้ำตาลเข้มไปจนถึงแดงเข้ม.ต้นกำเนิดของหม่าล่านั้นไม่ได้แน่ชัดนัก แต่คาดว่ามาจากมณฑลเสฉวน มณฑลทางตอนใต้ของจีน ในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึง 20 ที่ตลาดนัดกลางคืนฉ่งชิ่ง โดยเป็นซอสที่ถูกคิดขึ้นมาเพื่อทำขายให้คนงานท่าเรือกินในช่วงที่อุตสาหกรรมต่อเรือกำลังเฟื่องฟู เนื่องจากซอสหม่าล่าสามารถรักษาสภาพอาหารอยู่ทนแม้ในสภาพอากาศชื้น และความเผ็ดร้อนรวมถึงกลิ่นเครื่องเทศยังช่วยดับกลิ่นของวัตถุดิบราคาถูกที่มีกลิ่นแรง เช่น ตับ และเซี่ยงจี๊.ในปัจจุบันหม่าล่าปรากฏอยู่ในเมนูอาหารหลากหลายชนิด ทั้งปิ้งย่างเนื้อสัตว์ ผักย่าง หม้อไฟ ก๋วยเตี๋ยว หรือแม้แต่เป็นผงโรยป๊อปคอร์น.แล้วด้วยความนิยมในตัวหม่าล่าของคนไทย ทำให้ทุกวันนี้ทุกร้านพยายามจะประยุกต์ให้หม่าล่าเป็นส่วนหนึ่งของเมนู ทั้งยังมีร้านหม่าล่าเปิดใหม่มากมายแทบทุกหัวถนน แต่ละร้านก็จะมีสูตรที่เฉพาะกันไปให้ลูกค้าได้เลือกกินตามชอบ แต่ก็คงไว้ซึ่งรสชาติเผ็ดชา กลิ่นเครื่องเทศหอมๆ ที่ทำให้ใครกินก็ต้องติดใจไปกินซ้ำอยู่เรื่อยๆ เหมือนกันทุกร้าน

#จานโปรด#หม่าล่า#mala