.
ถ้าเดินเข้าไปใน วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ จ.อุบลราชธานี แล้วเห็นสิงห์ตัวใหญ่ยืนอยู่กลางศาสนสถาน หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดสิงห์จึงไม่ได้อยู่หน้าประตูเหมือนที่เราคุ้นตา
.
แต่สิงห์ตัวนี้ไม่ได้มีหน้าที่เฝ้าประตู เพราะกำลัง “เทิน” สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเอาไว้บนตัว นั่นคือ “ธรรมาสน์” แท่นที่พระสงฆ์ใช้สำหรับแสดงพระธรรมเทศนาและเมื่อมองใกล้ ๆ จะยิ่งพบว่าธรรมาสน์แห่งนี้ไม่ธรรมดา เพราะทั้งตัวสิงห์ ตัวปราสาท หลังคา ไปจนถึงลวดลายเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว จากความเชื่อและศิลปะหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งไทย ญวน จีน รวมถึงอิทธิพลจากฝรั่งเศส
.
นี่คือ “ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก” งานศิลปะเก่าแก่ของเมืองอุบลราชธานี ที่ซ่อนเรื่องราวเอาไว้แทบทุกด้าน เชื่อกันว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2468–2470 โดยช่างชาวไทยชีทวนร่วมกับช่างชาวญวน ตัวสิงห์ก่ออิฐถือปูน ภายในกลวงอยู่ในท่ายืนและทำหน้าที่เป็นฐานรองรับธรรมาสน์ทรงปราสาท ส่วนด้านบนเป็นหลังคามณฑป เครื่องไม้ซ้อนกัน 3 ชั้น ที่น่าสนใจคือ หากเดินชมรอบ ๆ จะพบว่า ทั้ง 4 ด้านมีรายละเอียดแตกต่างกัน และแทบทุกลวดลายมีความหมายซ่อนอยู่
ด้านทิศเหนือ เต็มไปด้วยกลิ่นอายศิลปะจีน ทั้งลายเมฆยู่อี่ อักษรซิ่ว ค้างคาว และดอกโบตั๋น สื่อถึงความหวัง ความอุดมสมบูรณ์ และโชคลาภ ขณะที่สัตว์ต่าง ๆ ทั้งนก กระรอก เสือ และหงส์ คาบดอกไม้ แสดงถึงความเคารพศรัทธาในศาสนา
ด้านทิศใต้ มีเสาหงส์คู่พร้อมตุง สื่อถึงการบูชาพระรัตนตรัย ทางขึ้นมีซุ้มพระและนาค 2 ตัวพันหางเข้าหากัน ส่วนลวดลายหงส์ มังกร และพันธุ์พฤกษา สะท้อนทั้งความเชื่อและความงดงามที่ผสมอยู่ในงานชิ้นเดียว
ด้านทิศตะวันออก คือส่วน “หัว” ของสิงห์ที่โดดเด่นที่สุด หงอนมีลักษณะคล้ายเปลวเพลิง ดวงตาใช้กระจกเงาแบบโบราณ ปากอ้าเห็นฟันและเขี้ยวชัดเจน รอบ ๆ ยังมีมังกร 2 ตัว ไก่ 2 ตัว ก้อนเมฆ และลายดอกไม้ในแบบจีนหรือเวียดนาม
และด้านนี้ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจมาก เพราะปรากฏรูปบุคคลที่แต่งกายแตกต่างกัน ทั้งลักษณะชาวจีน ชาวพม่าและชายหญิงแต่งกายคล้ายชาวฝรั่งเศส สะท้อนภาพของผู้คนและวัฒนธรรมหลากหลาย ที่เข้ามาปรากฏอยู่ในงานศิลปะของเมืองอุบลราชธานี
ด้านทิศตะวันตก เป็นส่วน “หาง” ของสิงห์ มีหางแยกออกเป็น 4 เส้นลดหลั่นกัน พร้อมลวดลายก้อนเมฆหลากสี หลังคายังคงประดับด้วยเครือเถา ดอกไม้ และมังกร 2 ตัว ที่น่าสะดุดตาคือรูป นางเงือกในท่าว่ายน้ำอย่างมีความสุข สวมมงกุฎ กรองคอ และกำไล
.
ส่วนฐานที่รองรับขาสิงห์เองก็ไม่ได้ปล่อยให้ว่าง แต่ประดับด้วยประติมากรรมที่เล่าเรื่องจาก พระเวสสันดรชาดก ทำให้ธรรมาสน์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับประกอบพิธีกรรม แต่ยังเป็นพื้นที่ที่รวมเรื่องราวทางศาสนา ความเชื่อ และศิลปะเอาไว้ด้วยกัน
.
เมื่อมองภาพรวมจึงเห็นได้ชัดว่า “ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก” เป็นมากกว่าแท่นสำหรับพระสงฆ์แสดงธรรม แต่เป็นหลักฐานของการพบกันระหว่าง ศิลปะไทยและญวน ที่ผสมเข้ากับลวดลายจีนและอิทธิพลตะวันตก จนเกิดเป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมืองอุบลราชธานีและเพราะความสำคัญของงานชิ้นนี้ กรมศิลปากรจึงได้บูรณะมาแล้ว 2 ครั้ง ใน พ.ศ. 2541 และ พ.ศ. 2563
.
กว่าร้อยปีผ่านไป สิงห์ยังคงยืนเทินบุษบกอยู่ที่เดิม พร้อมลวดลายมากมายที่รอให้เราเดินเข้าไปมองใกล้ ๆ แล้วจะพบว่า งานศิลปะหนึ่งชิ้น สามารถเล่าเรื่องของศาสนา ผู้คน และการเดินทางของวัฒนธรรมได้มากกว่าที่คิด
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank

