หนึ่งในงานช่างไม้ชั้นสูงที่ได้รับการกล่าวขานถึงความวิจิตรที่สุดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือ “บานประตูไม้แกะสลักพระวิหารหลวง วัดสุทัศน์” ผลงานที่มีความโดดเด่นด้วยลวดลายแกะสลักซับซ้อนถึง 4–5 ชั้น และมีความลึกถึง 14 ซม. จนมีลักษณะใกล้เคียงประติมากรรมลอยตัว
.
ความพิเศษยิ่งไปกว่านั้นคือ ผลงานชิ้นนี้มีเรื่องราวว่าเป็น ฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ทรงมีส่วนร่วมทั้งในการออกแบบและทรงแกะสลักด้วยพระองค์เอง เมื่อ พ.ศ. 2365 โดยมีกรมหมื่นจิตรภักดีเป็นนายงาน
.
ภายในลวดลายอันซับซ้อน ปรากฏทั้งพรรณพฤกษา ต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ โขดเขา สายน้ำ และสรรพสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะ ดอกโบตั๋น ที่ถูกถ่ายทอดอย่างละเอียดอ่อน ให้ความรู้สึกพลิ้วไหวและสมจริงราวกับธรรมชาติบนผืนไม้ ลวดลายเหล่านี้คาดว่าได้รับอิทธิพลจากศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ก่อนถูกถ่ายทอดผ่านฝีมือช่างในสมัยรัตนโกสินทร์
.
ความซับซ้อนของงานไม่ได้เกิดจากการแกะลายบนพื้นไม้เพียงชั้นเดียว แต่เป็นการคว้านและแกะเนื้อไม้ให้เกิดมิติซ้อนกันหลายระดับ โดยต้องอาศัยทั้งสิ่วและมีดที่มีความคมเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถสร้างรายละเอียดเล็ก ๆ และส่วนที่ยื่นออกมาได้อย่างแม่นยำ
.
ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จึงทรงกล่าวชื่นชมว่า เป็น “ลายที่มีความสลับซับซ้อนหลายชั้น งามวิจิตรน่าพิศวงอย่างยิ่ง” พร้อมทรงวิเคราะห์ว่า รูปแบบอาจได้รับตัวอย่างจากงานช่างทางภาคเหนือ เช่น พระวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ เมืองฝาง
.
มีข้อสันนิษฐานว่า ในยุคนั้นบรรดาช่างฝีมืออาจมีการประชันฝีมือกันอย่างเข้มข้น เพราะการแกะสลักลวดลายที่ซับซ้อนหลายชั้นเช่นนี้ไม่สามารถใช้เพียงสิ่วได้ แต่ต้องอาศัยมีดที่คมกริบในการคว้านเนื้อไม้ จึงอาจเป็นแรงบันดาลพระราชหฤทัยให้รัชกาลที่ 2 ทรงแกะสลักประชันด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงมีความชำนาญด้านการแกะสลักเป็นอย่างยิ่ง
.
ความโดดเด่นของบานประตูยังได้รับการยืนยันผ่านพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงบันทึกไว้ว่า “สลักดีจนไม่มีที่ไหนเหมือน”
.
คำกล่าวนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อมีเรื่องเล่าว่า หลังการสร้างวัดสุทัศน์เสร็จ เครื่องมือที่ใช้ในการแกะสลักบานประตูถูกนำไปทิ้งน้ำทั้งหมด ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แม้จะมีพระราชประสงค์ให้สร้างบานประตูเลียนแบบวัดสุทัศน์ แต่กลับไม่สามารถหาช่างที่ทำได้เหมือนเดิม
.
บานประตูไม้แกะสลักพระวิหารหลวง วัดสุทัศน์ จึงกลายเป็นหลักฐานสำคัญของฝีมือช่างไทย และพระปรีชาสามารถด้านงานศิลป์ในสมัยรัชกาลที่ 2 ที่ความงามไม่ได้อยู่เพียงบนพื้นผิว หากซ่อนอยู่ในทุกชั้นของเนื้อไม้
.
เดิมบานประตูคู่นี้ประจำอยู่ที่พระวิหารหลวง ก่อนเกิดเหตุไฟไหม้ใน พ.ศ. 2502 จนได้รับความเสียหาย จึงมีการย้ายไปเก็บรักษาที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่ออนุรักษ์ไว้ ขณะที่บานประตูคู่หลังได้มีการสร้างขึ้นใหม่แทนของเดิม
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank

