“ยาสมุนไพรตราใบห่อ” เจ้าตำรับยาขมคู่คนไทยกว่า 50 ปี

ถ้าพูดถึง “ยาเขียวตราใบห่อ” ภาพจำของใครหลายคนอาจย้อนกลับไปถึงซองกระดาษเล็ก ๆ กับรสชาติขมจนเด็กหลายคนต้องทำหน้าตึง แต่สำหรับคนรุ่นอากงอาม่า ความขมของยาซองนี้กลับเป็นรสชาติแห่งความคุ้นเคย และเป็นหนึ่งในยาสามัญประจำบ้านที่อยู่คู่ครอบครัวไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

.

เรื่องราวของ “ตราใบห่อ” เริ่มต้นจาก นายห้างประสิทธิ์ อัคคะประชา หรือ “นายห้างตี๊” ผู้สืบทอดการค้าสมุนไพรจากครอบครัว ตั้งแต่อายุเพียง 7–8 ขวบ ก็ออกเรือไปกับเตี่ยตามคลองบางเขน เพื่อรับซื้อสมุนไพรจากชาวสวนมาขายต่อ

.

แต่ความเป็นนักธุรกิจของนายห้างตี๊ไม่ได้หยุดอยู่แค่สมุนไพร ในเวลาว่างยังพายเรือไปรับปลาทู หอยแมลงภู่ หรือแม้แต่ไอศกรีมมาขาย จนมองเห็นโอกาสสำคัญว่า ตลาดยาสมุนไพรยังสามารถพัฒนาไปได้อีกมาก

.

แม้ตลาดจะมีคู่แข่งรายใหญ่จำนวนมาก แต่คำสอนจากผู้ใหญ่ที่เคารพว่า “แม้ไข่ไก่ก็ยังมีรู” หรือไม่ว่าตลาดจะเต็มแค่ไหน ย่อมมีช่องว่างให้เข้าไปได้เสมอ กลายเป็นแนวคิดสำคัญที่ทำให้เขามองเห็นทางต่อยอดจากร้านสมุนไพร “ง่วนเฮงจั่น” ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515

.

จากสมุนไพรแห้งในร้าน จึงเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้กลายเป็น “ยาสมุนไพร” ที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและนี่คือจุดเริ่มต้นของ บริษัท ห้างขายยาตราใบห่อ จำกัด

.

หนึ่งในสิ่งที่สร้างชื่อให้ตราใบห่อคือ “ยาขมตอกเม็ด” เจ้าแรกของประเทศไทย เพราะในอดีตยาขมส่วนใหญ่มาในรูปแบบผง เวลาจะรับประทานต้องชงกับน้ำร้อน เตรียมแก้ว และใช้เวลาไม่น้อย การนำยาขมมาตอกเป็นเม็ดจึงช่วยให้รับประทานได้สะดวกขึ้น และกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในเวลาต่อมา

.

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี นายห้างประสิทธิ์ยึดมั่นในแนวคิดว่า คนไทยควรเข้าถึงยาสมุนไพรที่มีคุณภาพและราคาไม่แพงด้วยความรัก และความเข้าใจในภูมิปัญญาสมุนไพร จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งสมุนไพรเดี่ยวและตำรับรวมกว่า 15 รายการ พร้อมรวบรวมและคิดค้นตำรับยาสมุนไพรไว้อีกกว่า 80 ตำรับ เพราะมองว่านี่คือองค์ความรู้ที่มีคุณค่าต่อการดูแลสุขภาพของคนไทยในอนาคต

.

เมื่อเวลาผ่านไป “ยาเขียวตราใบห่อ” จึงไม่ได้เป็นเพียงยาขมในความทรงจำวัยเด็ก แต่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลายครอบครัวคุ้นเคยและส่งต่อจากรุ่นอาม่าไปสู่รุ่นหลาน

แล้วทำไมต้องขม ?

ตามแนวคิดของตำรับสมุนไพรไทยและจีน ยาไม่ได้อาศัยสมุนไพรเพียงชนิดเดียว แต่เป็นการนำสมุนไพรหลายชนิดมาผสมกันตามตำรับ เช่น บอระเพ็ด และ มะขามแขก ขณะที่ยาเขียวมี พิมเสนและใบจันหนาด เป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยแต่ละตำรับมีแนวทางการใช้และคุณสมบัติเฉพาะของตัวเอง

.

ด้าน คุณโอ๊บ – อิศรา อัคคะประชา ทายาทรุ่นที่ 3 ของตราใบห่อ อธิบายถึงแนวคิดการใช้สมุนไพรว่า ตำรับสมุนไพรไม่ได้มองเพียงการใช้สมุนไพรเดี่ยว ๆ แต่ให้ความสำคัญกับการผสมผสานตามตำรับที่สืบทอดและพัฒนามา

.

สำหรับคนรุ่นก่อน ยาขมยังถูกมองว่าเป็นเหมือน “ยาดัก” เมื่อเริ่มรู้สึกไม่สบาย ระคายคอ หรืออ่อนเพลีย หลายบ้านมักให้รับประทานยาสมุนไพรไว้ก่อนตามภูมิปัญญาที่คุ้นเคย ขณะที่หากมีอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น ก็ควรพบแพทย์และใช้การรักษาที่เหมาะสม

.

แม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่ตราใบห่อก็ไม่ได้หยุดอยู่กับอดีต ปัจจุบันมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ แคปซูล และสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ที่รับประทานง่ายขึ้น เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “ยาเม็ดตอกแบบดั้งเดิม” ยังคงเป็นสินค้าขายดีที่สุด เพราะบางทีสิ่งที่คนรุ่นใหม่มองว่า “ขม” อาจเป็นรสชาติที่คนรุ่นก่อนจดจำว่า “กินแล้วดี” และนี่เองคือเสน่ห์ของตราใบห่อ

เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank