“ฉู่ฉี่คางคกล่ะทั้งจิ้งจกปิ้ง ทั้งตุ๊กแกผัดขิงลิงยัดไส้” เนื้อความสั้น ๆ จากเพลงกับข้าวเพชฌฆาตของแม่ขวัญจิต ศรีประจัญ นับว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ติดหูมากที่สุดเมื่อคราวได้ดูเรื่อง “เหลือแหล่” เมื่อครั้งยังเด็ก ซึ่งก็เต็มไปด้วยชื่อกรรมวิธีการทำอาหารแปลก ๆ มากมายหลายชื่อ หนึ่งในนั้นก็คงจะเป็น “ฉู่ฉี่” ที่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเราก็ยังคงไม่เข้าใจว่ามันมีที่มาของชื่ออย่างไร
.
“ฉู่ฉี่” ในภาพจำของคนส่วนใหญ่คงจะนึกถึงแกงกะทิน้ำขลุกขลิกสีแดงส้ม ที่มีกลิ่นหอมของเครื่องแกงและกะทิผสมอยู่รวมกัน มีรสหวานนำเล็กน้อย นิยมใช้สัตว์น้ำในการทำ ก่อนโรยใบมะกรูดซอยและพริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งอาหารที่อยู่คู่สำรับไทยมาไม่น้อยกว่า 100 ปีเลยทีเดียว สูตรเก่า ๆ ที่ปรากฏก็ยกตัวอย่างเช่นในแม่ครัวหัวป่าก์ เป็นต้น โดยชื่อของฉู่ฉี่นี้ก็เล่ากันว่ามีที่มาจากเสียง “ฉู่ฉี่” ของพริกแกงกับกะทิที่กำลังเดือดอยู่ในกระทะ
.
ในแม่ครัวหัวป่าก์ ปรากฏสูตร “ปลาเนื้ออ่อนฉู่ฉี่น้ำ” เอาไว้ ซึ่งมีวิธีปรุงเหมือนกันกับที่เราเห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ในสูตรเก่าก็ยังเห็นว่ามีการโขลกมะพร้าวขูดสดลงไปด้วย ซึ่งมักไม่ค่อยเห็นมากนักในปัจจุบัน
.
นอกเหนือจากฉู่ฉี่ที่มีน้ำขลุกขลิกแล้ว ก็ยังมีฉู่ฉี่แห้งด้วย ซึ่งก็ปรากฏสูตรในแม่ครัวหัวป่าก์เหมือนกัน แต่ฉู่ฉี่แห้งนี้เป็นเนื้อหมู มีหน้าตาคล้ายกับผัดพริกขิง ซึ่งฉู่ฉี่แห้งไม่ค่อยพบมากนัก แต่ทั้งนี้ในบทความเรื่อง “‘ฉู่ฉี่’ มีหลายแบบมากกว่าที่บางคนรับรู้ สูตรโบราณแบบน้ำ-แห้งก็ต่างกัน” ของกฤช เหลือละมัยก็กล่าวว่าเคยพบฉู่ฉี่แห้งว่ายังคงมีอยู่ในเพชรบูรณ์ลุ่มแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเรียกผัดเครื่องแกงแห้งคลุกปลาทอดว่าฉู่ฉี่ ทำให้เห็นว่าฉู่ฉี่แห้งนั้นอาจจะไม่ได้หายไปไหนแต่อย่างใด

